STEM คืออะไร? สำคัญหรือมีประโยชน์อย่างไรต่อเด็กๆ และคุณครู และต่อทิศทางการศึกษาไทยในอนาคต มาเริ่มต้นทำความเข้าใจและเรียนรู้กันเลย การเรียนรู้แบบ STEM คืออะไร? STEM Education คือการสอนแบบบูรณาการข้ามกลุ่มสาระวิชา (Interdisciplinary Integration) ของ 4 ศาสตร์สาขาได้แก่ วิทยาศาสตร์ (Science: S), เทคโนโลยี (Technology: T), วิศวกรรมศาสตร์ (Engineer: E) และคณิตศาสตร์ (Mathematics: M) ผ่านการนำจุดเด่น หรือแกนกลาง ตลอดจนเทคนิควิธีการสอนของแต่ละสาขาวิชาผสมผสานกันให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ที่เกื้อหนุนและช่วยเหลือกัน ช่วยให้เกิดการตกผลึกหรือการรับรู้เชิงลึกหรืออย่างผสมผสานกันที่มักช่วยให้เกิดการคิดอย่างสร้างสรรค์ คิดแล้วได้แนวทางหรือวิธีการใหม่ ๆ ตลอดจนเป็นการคิดอย่างรอบด้าน ช่วยให้ผู้เรียนสามารถมองเห็นการเชื่อมโยงหรือแนวทางใหม่ ๆ ต่างที่สามารถตอบโจทย์ปัญหาหรือสิ่งต่างๆ ได้อย่างดีขึ้น ภายใต้ 3 ลักษณะที่เป็นจุดเด่นนั่นคือ - เป็นรูปแบบการเรียนการสอนที่เน้นการบูรณาการข้ามกลุ่มสาระวิชา ผสมผสานระหว่างวิทยาศาสตร์ (S), เทคโนโลยี (T), วิศวกรรมศาสตร์ (E) และคณิตศาสตร์ (M) หรือ STEM
- เป็นรูปแบบการเรียนการสอนที่สามารถจัดสอนได้ในทุกระดับชั้น ตั้งแต่ชั้นอนุบาลจนถึงมัธยมศึกษาตอนปลาย ผ่านการออกแบบให้เหมาะกับแต่ละช่วงวัยและจุดประสงค์การเรียนรู้ในแต่ละระดับชั้น จากง่ายจนถึงค่อยๆ เริ่มยาก
- เป็นรูปแบบการเรียนการสอนที่มีความร่วมสมัย สามารถตอบโจทย์ความต้องการในด้านต่างๆ ที่มีความซับซ้อนของศตวรรษที่ 21
โดยต้นกำเนิดของรูปแบบการเรียนรู้ STEM นี้ก็คือหลักสูตร STEM ของมูลนิธิวิทยาศาสตร์แห่งชาติสหรัฐอเมริกา (U.S. National Science Foundation หรือ NSF) ในปี ค.ศ. 2001 ที่มาการรวมเอา 4 สาขาวิชาเข้าด้วยกัน และได้รับความสนใจอย่างมากภายในประเทศก่อนขยายต่อออกไปยังต่างประเทศอย่างออสเตรีเลีย, จีน, ฝรั่งเศส, สหราชอาณาจักร รวมถึงในประเทศไทยของเรา ประโยชน์ของ STEM Education สำหรับเด็กๆ การเรียนรู้ในแบบ STEM แน่นอนว่าช่วยในเรื่องการเรียนรู้แบบผสมผสาน เด็กๆ มีโอกาสในการเข้าใจสิ่งต่างๆ อย่างรอบด้าน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านหรือในมุมที่อาจต้องอาศัยศาสตร์ทั้ง 4 เหล่านี้เข้าด้วยกัน เช่น การผลิตแอปฯ หากเป็นในระดับที่โตขึ้นมา หรือการสร้างทางออกหรือโซลูชันต่างๆ ในแบบที่อาจไม่เคยมีมาก่อน การเรียนรู้ในเชิง STEM ก็สามารถช่วยค่อยๆ ขยายกรอบความเป็นไปได้เหล่านี้ได้ นอกเหนือจากประโยชน์เชิงผสมผสาน ตัวรูปแบบการเรียนการสอนเองยังสามารถช่วยให้เด็กๆ เกิดการพัฒนาทักษะต่างๆ ที่ดีแบบในแบบแยกย่อย เช่น ทักษะการแก้ปัญหา, ทักษะการคิดวิเคราะห์, ทักษะการคิดอย่างอิสระ รวมถึงโอกาสในการเข้าถึงการเรียนรู้ในรูปแบบใหม่ ๆ เช่น การเรียนรู้การทำงานของ AI ตลอดจนการเรียนรู้ที่สามารถนำมาใช้ได้ในชีวิตประจำวัน ซึ่งการเรียนรู้แบบ STEM แม้อาจจะดูเหมือนเป็นการเรียนรู้เฉพาะทาง แต่ก็ให้ความสำคัญการสามารถนำมาใช้งานในชีวิตประจำวันอย่างยิ่งเช่นกัน และยังนับเอาเป้าหมายในด้านความสามารถในการใช้งานจริงนี้เป็นหนึ่งในเป้าหมายหลักของการเรียนรู้อีกด้วย ประโยชน์ของ STEM Education ต่อคุณครูและทิศทางของ STEM Education ในประเทศไทย อาจฟังดูเหมือนเป็นนโยบายการเรียนรู้ที่เกิดประโยชน์ต่อเพียงแค่เด็กๆ แต่จริงๆ แล้ว นอกเหนือจากคุณค่าที่มีต่อผู้เรียน STEM Education ยังมีคุณประโยชน์ต่อผู้สอนในแง่ความน่าสนใจ ความหลากหลายในการต่อยอด ในการออกแบบเนื้อหาหรือคอร์ส คุณครูมีพื้นที่หรือความเป็นอิสระมากขึ้นในการหยิบจับสิ่งต่างๆ มาสอน หรือในการสอนให้เด็กคิดสิ่งต่างๆ อย่างเป็นอิสระและน่าสนใจกว่าเดิม การเรียนรู้เชิงผสมผสารยังช่วยเพิ่มความสนุกสนานเพราะสิ่งต่างๆ ล้วนน่าสนใจ โดยสำหรับในประเทศไทยของเรารวมถึงแผนการพัฒนาการศึกษาไทยในอนาคต มีการพูดถึงการเรียนรู้แบบ STEM อยู่เสมอและยังมีแผนการพัฒนาต่างๆ มากมายที่ออกมาแล้ว อาทิ โครงการยกระดับคุณภาพโรงเรียนด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์และเทคโนโลยี (โรงเรียนคุณภาพ SMT ตามมาตรฐาน สสวท.), โครงการการปรับการเรียนเปลี่ยนการสอนของครูวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ เทคโนโลยี และสะเต็มศึกษา ตามแนวทาง สสวท. ตลอดจนการสอดแทรกรูปแบบการเรียนรู้เชิง STEM ในเนื้อหาและกิจกรรมตามการศึกษาขั้นพื้นฐานวิชาวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์และเทคโนโลยี ในปี 2562 มีการพัฒนาบทเรียนร่วมกันผ่านชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพในทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ ชวนคุณครูออกแบบการเรียนรู้เชิงรุก มีการจัดการเรียนรู้ด้วยบันได 5 ขั้นตามแนวทาง STEM ศึกษา และในปี 2563 ที่ผ่านมายังมีการส่งคุณครูเข้าร่วมหลักสูตรการพัฒนาการเรียนการสอนแบบ STEM ศึกษาอย่าง STEAM4INNOVATOR ของสำนักนวัตกรรมแห่งชาติ หรืออาจจะกล่าวได้ว่าหากพูดถึงในบริบทของประเทศไทยเราเองนี้ การพัฒนาการเรียนรู้ด้าน STEM Education ก็ถือว่ามีความก้าวหน้าและมีการพัฒนาเรียนรู้กันอย่างต่อเนื่อง และมีทิศทางที่จะเป็นหนึ่งในรูปแบบการเรียนการสอนที่มีความสำคัญต่อการศึกษาไทยในอนาคตเลยก็ว่าได้ ซึ่งทั้งนี้ก็เป็นเพราะตัวรูปแบบสามารถตอบโจทย์ไม่เพียงความต้องการในการเรียนรู้ของเด็กๆ แต่ยังรวมถึงความต้องการเรื่องบุคลากรด้าน STEM ในอุตสาหกรรมหรือการทำงานด้านต่างๆ เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในนโยบายการศึกษาใหม่ที่น่าจับตาเลยทีเดียวค่ะทั้งสำหรับทิศทางการพัฒนาการศึกษาไทยในอนาคตและการหยิบจับมาใช้ในปัจจุบัน คุณครูคนไหนที่กำลังลังเล ไม่รู้ว่าอยากจะลองศึกษาตรงนี้ดีไหม Starfish Labz ขอเชียร์ให้ลองเริ่มต้น ทำความเข้าใจและเรียนรู้กันเลย
|