Neric-Club.Com
  สารบัญเว็บไซต์
  ทรัพยากรคลับ
  พิพิธภัณฑ์หุ่นกระดาษ
  เปิดประตูสู่อาเซียน@
  พันธกิจขยายผล
  ชุมชนคนสร้างสื่อ
  ห้องภาพ/ห้องเพลง
  คลีนิคสุขภาพ
  บริหารจิต
  ห้องข่าว
   นิตยสารออนไลน์
  วรรณกรรมเพื่อเยาวชน
  ลมหายใจของใบไม้
  เรื่องสั้นปันเหงา
  อังกฤษท่องเที่ยว
  อนุรักษ์ไทย
  ศิลปวัฒนธรรมไทย
  ต้นไม้ใบหญ้า
  สายลม แสงแดด
  เตือนภัย
  ห้องทดลอง
   มุมเบ็ดเตล็ด
  เพลงหวานวันวาน
  คอมพิวเตอร์
  ความงาม
  รักคนรักโลก
  วิถีพอเพียง
  สัตว์เลี้ยง
  ถนนดนตรี
  ตามใจไปค้นฝัน
Click!!!!!

Share your work and start earning  

 
 

'องค์ความรู้ในโลกนี้มีมากมาย
เหมือนใบไม้ในป่าใหญ่
มนุษย์เราเรียนรู้ได้
แค่ใบไม้หนึ่งกำมือของตนเอง
ผู้ใดเผยแผ่ความรู้
อันเป็นวิทยาทานแก่ผู้อื่น
นั่นคือกุศลอันใหญ่ยิ่ง'
 
องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า

สถิติผู้เยี่ยมชมเวปไซต์
9889582  

สายลม แสงแดด

 


พฤศจิกายน /2555
ถึง เจ้าอ้ายที่รักยิ่ง

ชั้นก็นึกอยู่เหมือนกันว่านายจะต้องพูดประโยคนี้แหล่ะ "ไม่ใช่ภาษาพ่อภาษาแม่"
ก็ฟังมาตลอดชีวิตเป็นครูภาษาอังกฤษ มันสะท้อนอะไรหลายๆอย่างนะ
แล้วนายเถียงไหมล่ะว่าทุกวันนี้มันสำคัญกับนาย สำคัญกับสังคมของนาย
นายรับได้ไหมหากต้องเป็นคนแถวหลัง นายอยู่อย่างเป็นสุขไหมเล่าเมื่อลูกศิษย์นายไม่เป็นหนึ่งในสิบ

ต่อให้นายดิ้นตายไปต่อหน้า ชั้นก็ไม่เชื่อว่า ไม่อยากได้ ไม่อยากมี ไม่อยากเป็น
 ยิ่งมองเห็นเพื่อนรุ่นเดียวกันก้าวกระโดด คร้านจะเต้นเป็นเจ้าเข้า

เจ้าอ้ายเอ๋ย ความเป็น"ครูภาษาอังกฤษ" มันพล่านมาตั้งแต่วันที่นายปลงใจที่จะเลือกเรียนภาษาอังกฤษเป็นวิชาเอก
ฉันเห็นเด็กๆมัธยมรุ่นๆกระต้อมห้อมหอครูอังกฤษและมองเห็นครูเป็นฮีโร่
นายเองก็เหมือนกัน ฉันรู้ว่าเด็กๆรักนาย ยังแอบปลื้มแทน

ในส่วนที่ด้อยไปบ้างก็เป็นธรรมดา จะให้ทุกคนเท่ากันหมดได้ไง
 เรื่องปัญหาทางบ้านมันก็มีเหมือนๆกันทั่วระแหงในประเทศไทย
นายก็ทำงานตรงหน้านายให้ดีที่สุดก็น่าจะหรูแล้ว นายจะบ่นทำไม
พ่อแม่ก็มีส่วนสำคัญในการปลูกฝังเจตคติ
เค้าก็มีสิทธิที่จะรักษาผลประโยชน์ของบุตรหลาน มันเป็นการลงทุนนะ

สำหรับชั้นทุกวันนี้ก็ยังต้องเปิดตำราอยู่ "วิธีสอนภาษาอังกฤษสำหรับผู้เริ่มเรียน"
 และถลกหนังเสือกับประโยค "ไม่ใช่ภาษาพ่อภาษาแม่"
อย่างเดียวกับนายแต่ดีหน่อยที่ฉันไม่ได้ขี่หลังเสืออย่างนาย

เจ้าอ้าย ก็ภาษาอังกฤษเป็นภาษาสากล ซึ่งมีผู้ใช้กันมากในการติดต่อกับคนต่างชาติ
 แม้จะมีอีกสารพันภาษาทะลักเข้ามาในวันนี้ แต่เราก็ต้องจับวิชาภาษาอังกฤษไว้ทั้งสองมือ
ถึงวันข้างหน้าคนไทยจะต้องมีการติดต่อกับคนในประเทศเพื่อนบ้านอีกสักกี่ประเทศ
ทำการธุรกิจกับชาติใดใดก็ยังต้องเป็นภาษาอังกฤษในการสื่อความหมายทั้งในการพูด
และ / หรือการเขียน จำเป็นต้องใช้ภาษาอังกฤษ
หรือนายก็คิดจะให้ชาติไทยเป็นชาตินานาภาษากับเค้าด้วย
 ญี่ปุ่นที่ชื่นชมนักหนาว่าชาตินิยม เดี๋ยวนี้ก็เรียนรู้ภาษาสากลอย่างภาษาอังกฤษ

การสอนทักษะในวิชาภาษาอังกฤษ ที่นายว่ามันผกผันน่ะ มันก็แน่นอนอยู่แล้ว
พื้นฐานเด็กแต่ละคนไม่เหมือนกัน อย่าว่าแต่มาจากคนละสถาบันเลย
เรียนจากครูคนเดียวกันยังรับได้ไม่เท่ากัน แต่นายจะยึดเอาหลักการของนายเองก็ได้

ทักษะคือความสามารถที่จะกระทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งด้วยความชำนาญ คล่องแคล่วว่องไว
โดยที่ผู้ปฏิบัติไม่ต้องเสียเวลาคิดหรือเตรียมตัว พวกขับขี่จักรยานหรือว่ายน้ำ
ผู้ที่ขับขี่จักรยานและว่ายน้ำเป็น จะไม่คิดเลยว่าก่อนที่จะขึ้นจักรยาน
ว่ายน้ำนั้นจะต้องปฏิบัติอย่างไรบ้าง ในการพูดภาษาไทยซึ่งเป็นภาษาของเราเองนั้น
เราก็ไม่เคยคิดว่า ในประโยคหนึ่ง ๆ ที่เราต้องการพูด คำใดจะต้องมาก่อน คำใดจะต้องมาหลัง
การขับขี่จักรยาน การว่ายน้ำ และการพูดภาษาไทยฯลฯ
เท่าที่ร่ายมานี้ล้วนแต่เป็นทักษะของผู้ปฏิบัติทั้งนั้น
คนที่จะมีทักษะได้นั้นจะต้องได้รับการฝึกหัดหรือปฏิบัติบ่อย ๆ
นานเข้าก็เกิดความคล่องแคล่วและเคยชินในสิ่งนั้น ๆ
จนในที่สุดก็สามารถปฏิบัติได้โดยอัตโนมัติ

นายก็รู้วิชาภาษาอังกฤษเป็นวิชาประเภททักษะ
ผู้เรียนก็จะต้องฝึกทักษะในการใช้เครื่องมือซึ่งปรากฏเป็น 2 ลักษณะ
คือในลักษณะคำพูด และในลักษณะตัวอักษร
เมื่อใช้คำพูดเป็นเครื่องมือสื่อความหมาย
ผู้ที่จะติดต่อกันก็จะต้องใช้การพูดและการฟังเป็นเครื่องสำคัญ
ถ้าใช้ตัวอักษรเป็นสื่อผู้ที่จะติดต่อกันก็จะต้องรู้จักและเข้าใจตัวอักษรนั้นคือ
จะต้องอ่านออกและเข้าใจความหมาย
และจะต้องสามารถถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิดของตนออกเป็นตัวอักษร
ให้ผู้ที่ตนติดต่อนั้นเข้าใจด้วยจากเครื่องมือ 2 ลักษณะ
 
เท่าที่กล่าวมานี้จะเห็นได้ว่า ผู้เรียนจะต้องมีการฝึกทักษะ 4 อย่างให้สัมพันธ์กัน
ทักษะในการฟัง พูด อ่าน และเขียน ชั้นให้ความสำคัญเท่ากันแต่เน้นเรื่องการอ่าน
 เพราะพื้นฐานจริงๆแล้วเด็กต้องรักการอ่านเพื่อเลี้ยงตัวให้รอดในวันข้างหน้า
 ถ้าไม่สนใจอ่านสักอย่างเดียวก็เหมือนคนตาบอดเลยนายเอ๋ย..

ทักษะในการเรียนภาษาสำหรับชั้น ชั้นเล่นตามขั้นตอนเพื่อไม่ให้งงเอง (ก็คนวัยนี้)
เริ่มแรกชั้นจะฝึกทักษะในการฟังและพูดเสียก่อน
เมื่อนักเรียนแม่นแล้วจึงฝึกทักษะอ่านและเขียน
 เพื่อจะให้เป็นไปตามธรรมชาติของการเรียนภาษาของมนุษย์
อย่างที่เป็นการเรียนภาษาโดยกำเนิดของเด็ก
จะเห็นว่า ก่อนที่เด็กจะพูดนั้น เด็กได้ยินผู้ที่อยู่ใกล้ชิดพูด ในขั้นแรกเด็กจับความหมายไม่ได้เมื่อได้ยินซ้ำ ๆ เข้าพร้อมกับได้เห็นอาการกิริยาต่าง ๆ ก็เกิดความเข้าใจความหมาย และเริ่มเลียนเสียงด้วยคำสั้น ๆ ง่าย ๆ ก่อน ต่อมาจึงพูดคำยาว ๆ และยากขึ้นตามลำดับ

เด็กเริ่มหัดอ่านและเขียนเวลาเข้าโรงเรียน
เพราะงั้นจึงมั่นใจได้ว่าธรรมชาติแห่งการเรียนภาษานั้นต้องเริ่มจากฟังแล้วจึงพูด
เมื่อพูดได้แล้วจึงอ่านและเขียน
 
เจ้าอ้าย..
วิธีการเรียนภาษาอังกฤษก็ควรจะเป็นทำนองเดียวกันกับการเรียนภาษากำเนิด
(ก็ภาษาพ่อภาษาแม่อย่างที่นายว่านั่นแหละ)
 คือเรียนตามลำดับขั้นของการสอนทักษะทั้ง 4

ในการสอนคำและรูปประโยคภาษาอังกฤษจะต้องเริ่มด้วยการให้นักเรียนได้ฝึกฟังให้ได้ยิน
และเข้าใจความหมายให้ถูกต้องเสียก่อนแล้วจึงให้พูด
 เมื่อพูดได้ถูกต้องแล้วจึงอ่านและเขียน ในการสอนทักษะทั้ง 4 นี้ จะต้องให้สัมพันธ์กันไปตลอดเวลา
จะแยกเป็นประโยคและคำศัพท์พวกหนึ่งไว้สอนและพูด
และอีกพวกหนึ่งไว้สอนอ่านและเขียนไม่ได้
มันไม่เป็นธรรมชาติ หรือนายไม่เห็นด้วย

การสอนประโยคของชั้นก็เริ่มต้นตั้งแต่ให้ฝึกฟังแล้วให้ฝึกพูดและฝึกอ่านเขียน
แต่ที่ปวดกระโหลกมากตอนนี้ก็คือเวลาที่เด็กอยู่กับเรามันน้อยลง
ถ้าไม่เตรียมรับสถานการณ์นี้ไว้ ที่สอนๆมาตั้งปีไม่ได้ผลหรอกนายเอ๋ย ..
กว่าจะมาปัดฝุ่นอีกทีไอ้ที่มันเรียนแบบจับยัดไว้มันก็ลืมหมดแล้ว

ตอนนี้ชั้นก็พยายามทำบทเรียนให้จบให้ได้ในแต่ละพีเรียด
กับทำอย่างไรก็ได้ให้เด็กรักการเรียนรู้ด้วยตัวเอง
มีชิ้นงานมาอวดกันเพื่อการประเมินตัวชี้วัดประจำวันอย่าเครียดกับผลที่คาดหวังมาก
บางวันชั้นก็แอบพูดในใจเหมือนนาย "ภาษาพ่อแม่มันยังเอาดีไม่ได้"
เซ็ง..เรยย..


คิดถึงนายวันละหลายมื้อ
เจ้าเอื้อย
 
 
 
 

"The difference between the impossible and the possible
lies in a man's determination."
- - Tommy Lasorda - -
เส้นบางๆที่คั่นระหว่างความเป็นไปได้และความเป็นไปไม่ได้คือการตัดสินใจของเรา

 


หน้าที่ :: 1   2   3   4   5   6   7   8   9   10  


Copyright © 2012 Neric-Club.Com All Rights Reserved