Neric-Club.Com
  สารบัญเว็บไซต์
  ทรัพยากรคลับ
  พิพิธภัณฑ์หุ่นกระดาษ
  เปิดประตูสู่อาเซียน@
  พันธกิจขยายผล
  ชุมชนคนสร้างสื่อ
  ห้องภาพ/ห้องเพลง
  คลีนิคสุขภาพ
  บริหารจิต
  ห้องข่าว
   นิตยสารออนไลน์
  วรรณกรรมเพื่อเยาวชน
  ลมหายใจของใบไม้
  เรื่องสั้นปันเหงา
  อังกฤษท่องเที่ยว
  อนุรักษ์ไทย
  ศิลปวัฒนธรรมไทย
  ต้นไม้ใบหญ้า
  สายลม แสงแดด
  เตือนภัย
  ห้องทดลอง
   มุมเบ็ดเตล็ด
  เพลงหวานวันวาน
  คอมพิวเตอร์
  ความงาม
  รักคนรักโลก
  วิถีพอเพียง
  สัตว์เลี้ยง
  ถนนดนตรี
  ตามใจไปค้นฝัน
Click!!!!!

Share your work and start earning  

 
 

'องค์ความรู้ในโลกนี้มีมากมาย
เหมือนใบไม้ในป่าใหญ่
มนุษย์เราเรียนรู้ได้
แค่ใบไม้หนึ่งกำมือของตนเอง
ผู้ใดเผยแผ่ความรู้
อันเป็นวิทยาทานแก่ผู้อื่น
นั่นคือกุศลอันใหญ่ยิ่ง'
 
องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า

สถิติผู้เยี่ยมชมเวปไซต์
9950396  

วิถีพอเพียง

ไม้กฤษณา หรือไม้ทองคำ พืชเศรษฐกิจที่กำลังมาแรงและได้รับความนิยมอย่างมีคุณสมบัติสามารถสกัดเป็นยาสมุนไพรที่มีสรรพคุณหลากประการ รวมถึงสามารถกลั่นเป็นน้ำมันหอมระเหย เพื่อใช้ทำหัวน้ำหอมคุณภาพสูง ซึ่งตลาดต่างประเทศ ทั้งตะวันออกกลางและยุโรปต้องการอย่างสูง ซื้อขายกันด้วยราคาแพง จนมีคำกล่าวว่า น้ำมัน หอมระเหยจาก “ไม้กฤษณา”ราคาสูงที่สุดในโลก





ปัจจุบัน อาชีพสกัดน้ำมันหอมไม้กฤษณาในประเทศไทยยังคงอยู่ โดยปรับตัวให้สอดคล้องเพื่อสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น ซึ่งอาชีพนี้ยังสร้างรายได้อย่างงามให้คนในวงการหลายจังหวัด เช่น ในพื้นที่จังหวัดพัทลุงกำลังได้รับความนิยมปลูกเป็นพืชเศรษฐกิจรวมแล้วกว่า 1 แสนต้น โดยการบุกเบิกของนายก้อเดช เส็มหมาด อายุ 68 ปี อยู่บ้านเลขที่ 41 ม.8 ต.ชะรัด อ.กงหรา จ.พัทลุง กว่า 30 ปี ที่คร่ำหวอดอยู่ในวงการไม้กฤษณานำมาสู่การพัฒนาต่อยอดเป็นชากฤษณา ดื่มเพื่อบำรุงสุขภาพ แก้โรคความดัน เบาหวาน บำรุงโลหิตในหัวใจ บำรุงตับ ปอด และแก้ลมอ่อนเพลีย



ก่อนจะมาเป็นธุรกิจได้อย่างทุกวันนี้ คุณลุงก้อเดชได้เล่าเรื่องราวให้กับทีมงานกัมปงไทยฟังว่า เริ่มจากการซื้อมา-ขายไป ไม่ได้มีทุนรอนมาจากไหน โดยได้ความรู้มาจากเพื่อนที่ทำอยู่ส่งตะวันออกกลาง ซึ่งเมื่อก่อนทำแบบใต้ดิน คำว่าใต้ดินคือ ไม่มีการบอกว่าขายที่ไหน ตลาดอยู่อย่างไร เพียงเอาของมาก็ซื้อ หลังจากนั้นก็ทำมาเรื่อยๆ จนกระทั่งเมื่อปีพ.ศ.2545 ด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์จึงทำให้โดนตำรวจจับ เพราะเป็นไม้ไม่อนุญาต เนื่องจากความนิยมดังกล่าวทำให้เกิดอาชีพตัดไม้กฤษณาส่งขายโรงสกัดน้ำมันหอมอย่างแพร่หลาย กระทบให้ต้นกฤษณาถูกโค่นล้มจำนวนมาก ที่สุดแล้วต้องมีการออกกฎหมายคุ้มครองให้กฤษณาเป็นไม้อนุรักษ์



ในช่วงนั้นถึงกับท้อ ไม่อยากทำธุรกิจนี้แล้ว เพราะอุปกรณ์ต่างๆ ก็โดนยึดไปด้วย หลังจากผ่านพ้นช่วงเวลานั้นมาแล้ว จึงคิดเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง ทำอย่างไรให้ถูกกฎหมาย โดยไปที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งมีอบรมเกี่ยวกับเรื่องไม้กฤษณาทุกเดือน จากนั้นก็มาปลูกเองโดยเริ่มจากบริเวณข้างบ้านขยายสู่ชุมชน และเมื่อปลูกแล้วกว่าจะเป็นสารสารกฤษณาที่เกิดในธรรมชาติใช้เวลา 10-50 ปี จะต้องกระตุ้นให้ไม้กฤษณาหลั่งสารกฤษณาให้ได้ทั้งปริมาณ และคุณภาพน้ำมันหรือเกิดเป็นไม้แก่นให้ได้ ประกอบกับไปเจอตำราโบราณของปู่ ทำให้ได้รู้สรรพคุณว่าไม้กฤษณาแก้โรคหลายอย่าง จึงเกิดแนวคิดนำมาปรับปรุงเป็นชา นำใบมาทดลองทำเป็นชา นั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่ได้ทำชาขึ้นมาเรียกว่าชากฤษณา (ซึ่งถือเป็นรายแรกในจังหวัดพัทลุง)



ต่อมาได้ไปเจอหนังสือพืชสมุนไพรพื้นบ้านของสำนักเภสัชมหาวิทยาลัยมหิดลที่เขาวิจัยเอาไว้แก้โรค เมื่อทดลองมาแล้วไม่มีปัญหาไม่เกิดผลข้างเคียง จึงมีแรงบันดาลใจที่จะทำชาตัวนี้ ทำมาเรื่อยจนกระทั่งช่วงหลังได้เข้าร่วมกับโครงการเข้ารับการบ่มเพาะวิสาหกิจ มหาวิทยาลัยทักษิณ วิทยาเขตพัทลุง ประมาณ 2 ปี ทางมหาวิทยาลัยให้การสนับสนุนมากมาย ไม่ว่าจะเป็นด้านบุคลากร โรงเรือน และการพัฒนาด้านผลิตภัณฑ์ ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ด้านการตลาด ที่สามารถแข่งขันในตลาดได้ พร้อมทั้งเขียนแผนธุรกิจ

หลังจากนั้นได้ส่งตัวผลิตภัณฑ์ไปให้ลูกชายที่มาเลเซีย เมื่อทดลองแล้วปรากฎว่าได้รับผลตอบรับที่ดีมาก ลูกชายจึงนำไปจัดตั้งเป็นบริษัทอยู่ที่มะละกา ประเทศมาเลเซีย และจดทะเบียนในประเทศไทยเป็นห้างหุ้นส่วนจำกัด(ห.จ.ก.) เมื่อปีพ.ศ.2553 ภายใต้ชื่อ ห.จ.ก.เคดี กฤษณา ซึ่งแปลได้หลายความหมาย อาทิ Kingdragon มังกรฟ้า หรือกฤษณาดี(ทับศัพท์) หรือก้อเดชก็ได้เป็นของตนเองพอดี

“สิ่งที่ภาคภูมิใจและอาชีพนี้เป็นบุญคุณแก่ตนและครอบครัวอย่างมาก เพราะแม้ว่าตนจะไม่ได้เรียนสูง จบเพียงชั้นประถม 4 แต่สามารถส่งลูกๆ ทั้ง 7 คนเรียนจบปริญญาตรี-โทได้และบางคนก็ได้เรียนต่อต่างประเทศ ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลนี้ถือเป็นริสกีที่พระองค์อัลลอฮฺ(ซบ.)ทรงประทานลงมาให้แก่ครอบครัวตนจริงๆ” คุณลุงก้อเดชกล่าวอย่างภาคภูมิใจ

สำหรับผลิตภัณฑ์ของคุณลุงก้อเดช นอกจากชากฤษณา และน้ำหอมที่ให้ราคาดีกว่า (จำหน่ายขวดละ 105,000 บาท) แล้ว ยังมีกาแฟกฤษณา มี 3 สูตร ออริจินัล, คลาสสิก, พรีเมี่ยม ซึ่งสูตรต่างๆ คุณลุงเป็นคนคิดค้นเองโดยมีแนวคิดมาจากประเทศแคนาดา โดยส่งออกจำหน่ายนอกจากภายในประเทศแล้วยังได้ส่งจำหน่ายไปยังประเทศมาเลเซีย จีน ญี่ปุ่น อินโดนีเซีย จากนั้นก็มีชาวต่างประเทศติดต่อเข้ามาขอตัวอย่างไปทดลอง บางรายติดใจขอมาทำสัญญาให้ส่งไปให้ ตลอดถึงประเทศแถบตะวันออกลาง ได้แก่ประเทศบาห์เรน อียิปต์ อิหร่าน ตุรกี อิรัก อิสราเอล คูเวต โอมาน ซาอุดีอาระเบีย ซีเรีย และประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ในราคาส่ง ถุงใหญ่ขนาด 80 กรัม บรรจุ 36 ซอง ถุงเล็กขนาด 40 กรัม บรรจุ 18 ซอง ทั้งนี้ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวผ่านการตรวจสอบและได้รับรองเครื่องหมายฮาลาลเรียบร้อยแล้ว
และขณะนี้กำลังนำกฤษณามาผลิตเป็นยากันยุง “น้ำมันตะไคร้หอม” ส่วนในอนาคตเล็งทำฉลากภาษาอังกฤษและภาษาอาหรับ พร้อมทั้งเตรียมที่จะผลิตแบบครบวงจร และขยายเป็นโรงงาน สร้างเครื่องมือเพื่อรองรับการสั่งสินค้าในอนาคต

คุณลุงก้อเดชได้ฝากถึงพี่น้องมุสลิมว่า “เราต้องนำสิ่งที่ดีนำเสนอแก่ผู้อื่น เพื่อที่จะได้รู้ว่ามุสลิมก็มีความสามารถ ตามในอัลกุรอาน บอกว่าเราต้องเป็นอุมมะห์ เป็นประชาชาติที่เป็นผู้นำ ดังอายะห์หนึ่งในอัลกุรอาน ความว่า “เราจะเรียกร้องชวนเชิญเพื่อนมนุษย์โลกให้ออกมาร่วมกันทำความดี” มีความตั้งใจว่า ถ้าหากทำไปสักระยะหนึ่งแล้วได้ผลกำไรจะเอารายได้ที่ได้ 3% ไปบริจาคเพื่อช่วยเหลือเด็กเรียนดี แต่ไม่มีทุนในการเรียน เด็กกำพร้า คนเจ็บทุกข์ได้ยาก ผมหวังว่าจะทำอย่างนั้นไม่ได้หวังอะไรอีก”


หน้าที่ :: 1   2   3   4   5   6   7   8   9   10   11  


Copyright © 2012 Neric-Club.Com All Rights Reserved