Neric-Club.Com
  สารบัญเว็บไซต์
  ทรัพยากรคลับ
  พิพิธภัณฑ์หุ่นกระดาษ
  เปิดประตูสู่อาเซียน@
  พันธกิจขยายผล
  ชุมชนคนสร้างสื่อ
  ห้องภาพ/ห้องเพลง
  คลีนิคสุขภาพ
  บริหารจิต
  ห้องข่าว
   นิตยสารออนไลน์
  วรรณกรรมเพื่อเยาวชน
  ลมหายใจของใบไม้
  เรื่องสั้นปันเหงา
  อังกฤษท่องเที่ยว
  อนุรักษ์ไทย
  ศิลปวัฒนธรรมไทย
  ต้นไม้ใบหญ้า
  สายลม แสงแดด
  เตือนภัย
  ห้องทดลอง
   มุมเบ็ดเตล็ด
  เพลงหวานวันวาน
  คอมพิวเตอร์
  ความงาม
  รักคนรักโลก
  วิถีพอเพียง
  สัตว์เลี้ยง
  ถนนดนตรี
  ตามใจไปค้นฝัน
Click!!!!!

Share your work and start earning  

 
 

'องค์ความรู้ในโลกนี้มีมากมาย
เหมือนใบไม้ในป่าใหญ่
มนุษย์เราเรียนรู้ได้
แค่ใบไม้หนึ่งกำมือของตนเอง
ผู้ใดเผยแผ่ความรู้
อันเป็นวิทยาทานแก่ผู้อื่น
นั่นคือกุศลอันใหญ่ยิ่ง'
 
องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า

สถิติผู้เยี่ยมชมเวปไซต์
9950406  

พันธกิจขยายผล

วิธีแปล ( Translation Method )

     การสอนวิธีนี้บางทีก็มีคนเรียกว่าเป็นวิธีไวยากรณ์และแปล ( Grammar - Translation Method ) เพราะเน้นในการเรียนกฎเกณฑ์การใช้ภาษา ข้อยกเว้นต่าง ๆ และวิธีแปล

     การเรียนแบบนี้ครั้งหนึ่งมีผู้นิยมกันมาก วิธีสอนแบบนี้ใช้วิธีแปลเป็นหลักโดยถือว่าภาษานั้นประกอบด้วยคำเป็นจำนวนมาก ซึ่งมีความหมายตรงกับคำในภาษาอื่น เช่น คำอังกฤษว่า “ bird ” ตรงกับคำไทยว่า “ นก ” ฉะนั้นตำราที่เกี่ยวกับการสอนภาษาอังกฤษจึงยึดเอาการเรียนให้รู้คำศัพท์เป็นจำนวนมากเป็นเกณฑ์ แบบฝึกหัดต่าง ๆ นั้นก็ได้แก่การให้ประโยคภาษาไทย ให้นักเรียนแปลเป็นภาษาอังกฤษ และให้ประโยคภาษาอังกฤษเพื่อให้นักเรียนแปลเป็นภาษาไทย หรือมิฉะนั้นครูก็จะให้นักเรียนกางหนังสือออกในชั้น พออ่านเสร็จแล้วก็ให้นักเรียนแปล ตรงไหนนักเรียนแปลไม่ได้ครูก็แก้ให้ ถ้าไม่เข้าใจครูก็อธิบาย

     ในการสอนไวยากรณ์นั้น ก็สอนไปในทำนองให้ท่องกฎเกณฑ์และชื่อศัพท์เฉพาะต่าง ๆ ในไวยากรณ์มากกว่าที่จะเรียนระบบโครงสร้างของภาษาอังกฤษ และครูเน้นที่ข้อยกเว้นต่าง ๆ ซึ่งบางครั้งก็เป็นคำหาที่ใช้ยาก และนอกจากนั้นเวลาจะแปลก็ต้องนึกถึงหลักของไวยากรณ์ ต้องคิดระวังทุกด้าน เช่น อะไรเป็นประธาน พจน์อะไร กาลอะไร กว่าจะเขียนได้สักประโยคก็ใช้เวลานานเหลือเกิน ทำให้นักเรียนเห็นว่าภาษาอังกฤษนี้ยาก นอกจากตำราแล้ว เครื่องมืออีกอันหนึ่งที่สำคัญสำหรับนักเรียนคือพจนานุกรม ภาษาไทย – อังกฤษ

     วิธีสอนในชั้นนั้น ในบางครั้งนักเรียนอาจจะเรียนคำศัพท์ใหม่จากแต่ละบท คือ 20 – 30 คำ นักเรียนจะต้องท่องตารางคำศัพท์ให้ได้โดยไม่คำนึงว่า คำเหล่านั้น เวลาเข้าอยู่ในรูปประโยคแล้วมีลักษณะอย่างไร ด้วยเหตุนี้ เวลาที่นักเรียนเขียนประโยคต่าง ๆ ของนักเรียนเองจะปรากฏว่ามีประโยคที่ผิด ๆ เต็มไปหมด

     การทดสอบสำหรับการสอนวิธีนี้ ปรกติจะประกอบด้วยบัญชีคำศัพท์ต่าง ๆ ซึ่งจะประเมินผลความสามารถของนักเรียนในด้านความเข้าใจ ความสามารถในการจดจำกฎไวยากรณ์ต่าง ๆ และการแปลข้อความจากภาษาอังกฤษเป็นไทย และจากภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษ

ข้อเสีย

     จะเห็นได้ว่า การสอนแบบแปลนี้ นักเรียนไม่ได้เรียนตามธรรมชาติของภาษาเลย นักเรียนที่เรียนแบบนี้จะฟังภาษาอังกฤษไม่รู้เรื่องและพูดไม่ได้ หรือถ้าพูดได้ก็ไม่คล่องแคล่วปราศจากความชำนาญ

     ในด้านการอ่านนั้น นักเรียนจะอ่านให้รู้เรื่องและทำความเข้าใจทันทีแบบ Reading comprehension ไม่ได้ จะต้องแปลเป็นภาษาอังกฤษและแปลเป็นภาษาไทยอีกทีหนึ่งจึงจะเข้าใจได้ เป็นการเสียเวลา และบางทีอาจจะไม่ทราบความหมายโดยตลอด

     ในด้านการเขียน การสอนแบบนี้ก็ไม่ช่วยให้การเขียนภาษาอังกฤษของนักเรียนดีขึ้น เพราะนักเรียนทราบแต่ศัพท์ เมื่อนำมาเขียน นักเรียนก็จะใช้ศัพท์เหล่านั้นในประโยคโดยที่นักเรียนไม่แม่นในรูปแบบของประโยค และบังเกิดความเคยชินกับการคิดเป็นภาษาไทยก่อนเสมอแทนที่จะคิดเป็นภาษาอังกฤษเลยทีเดียว จะปรากฏว่านักเรียนใช้คำภาษาอังกฤษจริงแต่รูปประโยคจะเป็นภาษาไทย เช่น นักเรียนจะใช้ประโยคว่า “ The music enjoyed very much ” แทน “ I enjoyed the music very much .” เพราะประโยคข้างบนนั้นนักเรียนเขียนเทียบกับภาษาไทยว่า “ เพลงสนุกมาก ” และ “ He gave the book me ” แทน “He gave me the book” เพราะในภาษาไทยเราใช้ “ เขาให้หนังสือฉัน ” ตัวอย่างอื่น ๆ เช่น “ I afraid you .” จากประโยคภาษาไทยว่า “ ฉันกลัวคุณ ” แทน “ I am afraid of you . ” “ I don’t fall down with him . ” แทนประโยคว่า “ I don’t agree with him .” เพราะตรงกับภาษาไทยว่า “ ฉันไม่ตกลงกับเขา ”

     แม้แต่ในการแปล การสอนแบบนี้ก็ไม่ได้ผลเต็มที่ นักเรียนอาจจะแปลจากภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทยได้ แต่การแปลจากภาษาไทยเป็นภาษา อังกฤษนั้นนักเรียนจะเขียนประโยคที่ผิด ๆ ลงไปเสียเป็นส่วนมาก เพราะนักเรียนไม่คุ้นเคยกับการใช้ประโยคภาษาอังกฤษและนอกจากนั้นนักเรียนจะเรียบเรียงภาษาอังกฤษจากประโยคภาษาไทย เช่น ภาษาไทย : ฉันไม่รู้ว่าเขาอยู่ที่ไหน นักเรียนอาจจะแปลเป็นภาษาอังกฤษว่า “ I do not know that he is where ” หรือ “ I do not know that where he is ? ” หรือ “ I do not know that where is he ? ” ดังนี้เป็นต้น แทนประโยคที่ถูกต้องว่า “ I do not know where he is . ”

     จากตัวอย่างข้างบนนี้ยกมาเพื่อแสดงให้เห็นว่า ไม่มีภาษาใดที่จะมีคำและโครงสร้างที่ให้ความหมายเหมือนกันโดยตลอด ดังนั้นการใช้ภาษาเดิมของนักเรียนมาช่วยในการสอนนั้นจึงทำให้เกิดความสับสนขึ้น

     การแปลนั้นมิได้หมายความว่า นักเรียนจะเข้าใจภาษาอังกฤษ เพราะคำที่นักเรียนเข้าใจนั้นเป็นคำไทยที่ครูใช้ในการแปล ไม่ใช่ตัวภาษาอังกฤษที่นักเรียนอ่าน ถ้าครูอ่านภาษาอังกฤษนักเรียนจะไม่เข้าใจ แต่ถ้าครูแปลเป็นไทยจึงจะเข้าใจ ดังนั้นที่นักเรียนเข้าใจคือ ภาษาไทยไม่ใช่ภาษาอังกฤษ

     นอกจากนั้นการแปลยังไม่เปิดโอกาสให้นักเรียนคิดเป็นภาษาอังกฤษโดยตรง นักเรียนจะคิดประโยคเป็นภาษาไทยก่อน แล้วจึงแปลเป็นภาษาอังกฤษทีหลัง เป็นการสนับสนุนให้นักเรียนใช้คำภาษาอังกฤษมาเรียงเข้าประโยคแบบไทย ดังนั้นการแปลจึงไม่ใช่แง่ที่จะส่งเสริมให้นักเรียนเข้าใจภาษาได้ เป็นที่รู้กันโดยทั่วไปว่า การแปลนั้นต้องการทักษะพิเศษดังได้กล่าวมาแล้วว่าเป็นการยากที่จะให้ภาษา 2 ภาษามีลักษณะปลีกย่อยคล้ายกันทั้งในด้านความหมายและวิธีใช้ คนที่แปลเก่งต้องรู้ภาษา ทั้ง 2 ภาษาอย่างดีทัดเทียมกัน จึงจะแปลจากภาษาหนึ่งไปอีกภาษาหนึ่งได้ถูกต้องสละสลวย ด้วยเหตุที่ความมุ่งหมายในการเรียนภาษาอังกฤษเป็นไปเพื่อให้ผู้เรียนสามารถฟัง พูด อ่าน และเขียนได้ทั้ง 4 ทักษะ การสอนด้วยวิธีแปลอย่างเดียวจึงไม่ถูกตามความมุ่งหมายของการเรียนภาษาอังกฤษในเบื้องต้น แต่เมื่อนักเรียนมีความแม่นยำในภาษาดีแล้ว อาจจะแยกสอนการแปลออกมาเป็นวิชาหนึ่งต่างหากได้ ดังนั้นที่ที่เหมาะสมจะสอนแปลจึงเป็นการศึกษาในระดับสูง มิใช่การเรียนเบื้องต้น

ข้อดี

1. การสอนแบบนี้ จะมีประโยชน์สำหรับผู้เริ่มเรียนในระยะแรก ๆ คือ ในเวลาที่ผู้เรียนยังไม่รู้จักเสียง โครงสร้าง และความหมายมากพอ การแปลศัพท์ที่มีความหมายตรงกัน ( word for word translation ) ช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจแจ่มแจ้ง และไม่เสียเวลามาก แต่ครูจะต้องค่อย ๆ ลดการแปลลงทีละน้อย ๆ เมื่อนักเรียนรู้ภาษาอังกฤษมากขึ้น โดยการนำคำและโครงสร้างที่นักเรียนทราบมาใช้แทนที่

2. การแปลยังเป็นประโยชน์ในการช่วยทดสอบความเข้าใจของนักเรียน ในเรื่องที่สอนไปแล้ว แต่ในการฝึกเป็นภาษาอังกฤษ ไม่จำเป็นต้องฝึกแปลจากไทยเป็นอังกฤษหรือจากอังกฤษเป็นไทย
 
 
 


หน้าที่ :: 44   45   46   47   48   49   50   51   52   53   54  


Copyright © 2012 Neric-Club.Com All Rights Reserved