Neric-Club.Com
  สารบัญเว็บไซต์
  ทรัพยากรคลับ
  พิพิธภัณฑ์หุ่นกระดาษ
  เปิดประตูสู่อาเซียน@
  พันธกิจขยายผล
  ชุมชนคนสร้างสื่อ
  ห้องภาพ/ห้องเพลง
  คลีนิคสุขภาพ
  บริหารจิต
  ห้องข่าว
   นิตยสารออนไลน์
  วรรณกรรมเพื่อเยาวชน
  ลมหายใจของใบไม้
  เรื่องสั้นปันเหงา
  อังกฤษท่องเที่ยว
  อนุรักษ์ไทย
  ศิลปวัฒนธรรมไทย
  ต้นไม้ใบหญ้า
  สายลม แสงแดด
  เตือนภัย
  ห้องทดลอง
   มุมเบ็ดเตล็ด
  เพลงหวานวันวาน
  คอมพิวเตอร์
  ความงาม
  รักคนรักโลก
  วิถีพอเพียง
  สัตว์เลี้ยง
  ถนนดนตรี
  ตามใจไปค้นฝัน
Click!!!!!

Share your work and start earning  

 
 

'องค์ความรู้ในโลกนี้มีมากมาย
เหมือนใบไม้ในป่าใหญ่
มนุษย์เราเรียนรู้ได้
แค่ใบไม้หนึ่งกำมือของตนเอง
ผู้ใดเผยแผ่ความรู้
อันเป็นวิทยาทานแก่ผู้อื่น
นั่นคือกุศลอันใหญ่ยิ่ง'
 
องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า

สถิติผู้เยี่ยมชมเวปไซต์
10022036  

กระดานแสดงความคิดเห็น
สมัครสมาชิกเพื่อใช้งานเว็บบอร์ด คลิกที่นี่ /  เข้าสู่ระบบ    

สปศ.

ตั้งกระทู้เมื่อ
08 ก.ย. 2556
  ศธ.เดินหน้าปักธงปฎิรูปการศึกษา
    

     ศธ.ระดมความคิดร่างปฏิรูปการศึกษาใหม่ ปักธง "ยกระดับคุณภาพ" ผู้เรียนคิด-วิเคราะห์ได้ และมีคุณลักษณะ-ทักษะที่จำเป็นสำหรับศตวรรษที่ 21 ขยับผลการประเมิน PISA ให้ "ดีขึ้น" เพิ่มสัดส่วนนักเรียนสามัญ-อาชีพเป็น 50:50 การกระจายโอกาสและเพิ่มความเสมอภาคทางการศึกษา  ขณะที่ สพฐ.เปิดแผนขับเคลื่อนปฏิรูปการเรียนรู้ทั้งระบบบ ชูธง 2 เรื่อง พัฒนาการเรียนการสอน เสนอประกาศให้ ปี 2557 ปีปลอดเด็กอ่านเขียนไทยไม่ออก 

  ที่โรงแรมราวินทรา บีช รีสอร์ท แอนด์ สปา จ.ชลบุรี  เมื่อวันที่ 6 ก.ย.56 กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) จัดประชุมใหญ่ระดมความคิดเห็นจากนักวิชาการ นักการศึกษา ผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อนำมากำหนดแนวทางขับเคลื่อนการดำเนินงานตามนโยบาย"รวมพลังยกระดับคุณภาพการศึกษา"

     โดยนายจาตุรนต์ ฉายแสง รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า ตามที่ได้มอบหมายให้องค์กรหลัก ศธ.ไปขับเคลื่อนการดำเนินงานยกระดับคุณภาพการศึกษา ตามนโยบายปฏิรูปการศึกษาของรัฐบาล ซึ่งวันนี้จึงได้จัดประชุมเพื่อสำรวจความก้าวหน้า และเป็นโอกาสให้ผู้บริหารระดับสูงของ ศธ.มาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับแผนการดำเนินงานในเรื่องๆ ที่ ศธ.ได้ยกร่างขึ้น อาทิ เช่น การปฏิรุปการเรียนรู้ทั้งระบบให้เชื่อมโยงกัน จากนั้นก็จะมีการจัดประชุมใหญ่อีกครั้งในวันที่ 22 ก.ย.56 โดยจะเชิญผู้เกี่ยวข้องนอกกระทรวงมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นด้วย และจะสรุปความคิดเห็นทั้งหมดมายกร่างเป็นแผนการดำเนินการ เพื่อขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาเป็นวาระแห่งชาติ โดยจะเริ่มต้นในปีงบประมาณ 2557 ซึ่งนโยบายหลายส่วนได้เริ่มดำเนินการไปบ้างแล้ว และสุดท้ายคิดว่าจะต้องมีแผนยุทธศาสตร์การปฏิรูปการศึกษา เป็นวาระแห่งชาติเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งจะต้องมีการตั้งคณะทำงานขึ้นมาเพื่อยกร่างแผนการดำเนินงานร่วมกัน

     นอกจากนี้ยังขอให้ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ไปเร่งดำเนินการตั้งคณะกรรมการอำนวยการขับเคลื่อนการเลื่อนอันดับการสอบประเมินผลนักเรียนระดับนานาชาติ หรือ PISA รวมถึงเร่งตั้งสถาบันวิจัยและพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอน เพื่อทำให้การปฏิรูปหลักสูตรมีความต่อเนื่องและได้มาตราฐาน

     "เป้าหมายของการรวมพลังยกระดับคุณภาพการศึกษาครั้งนี้ ต้องการทำ 2 เรื่อง ให้ประสบความสำเร็จ คือ การทำให้ผู้เรียนสามารถคิด วิเคราะห์ เรียนรู้ได้ด้วยตัวเอง และมีคุณลักษณะที่พึงประสงค์ ทักษะที่จำเป็นสำหรับศตวรรษที่ 21 โดยกำหนดผลลัพธ์ที่จำให้เกิดเฉพาะหน้าในปี 2558 ไว้ 4 เรื่อง คือ ทำให้อันดับในการประเมิน PISA ดีขึ้น , ขยับสัดส่วนเรียนต่อสายสามัญและสายอาชีพเป็น 50:50, ทำให้มหาวิทยาลัยไทยติดอันดับโลกมากขึ้น และการกระจายโอกาสและเพิ่มความเสมอภาคทางการศึกษา" นายจาตุรนต์ กล่าว

     ด้าน นายชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวว่า ในส่วนของการปฏิรูปการเรียนรู้ทั้งระบบให้เชื่องโยงกันซึ่งอยู้ในความรับผิดชอบโดยตรงของ สพฐ.นั้น สพฐ.ได้วางแผนขับเคลื่อนใน 2 เรื่องหลัก คือ การเร่งรัดพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอนในวิชาหลักเน้น 4 วิชา คือ ภาษาไทย คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และภาษาต่างประเทศ อีกเรื่องเป็นการพัฒนาทักษะการคิดให้ผู้เรียน อย่างไรก็ดี การเร่งรัดพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอน 4 วิชาหลักนั้น สพฐ.จะจัดเวทีระดมความคิดจากผู้รู้อีกครั้งเพื่อวางกรอบในการพัฒนการเรียนการสอนแต่ละวิชา ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาหลักสูตร กระปรับกระบวนการเรียนการสอน การปรับการวัดผลประเมินผลเพื่อรองรับการเร่งรัดพัฒนาการเรียนการสอนวิชาหลักการพัฒนากระบวนการคิดให้ผุ้เรียน ซึ่งเมื่อทำสำเร็จแล้วจะช่วยให้อันดับ PISA ของไทยเพิ่มขึ้น

 



บ่าวรัฐ

ตอบกระทู้เมื่อ
08 ก.ย. 2556
  ความคิดเห็นที่ 1
“งานเร่งด่วนที่จะต้องดำเนินการคือเร่งยกเครื่องการศึกษาของประเทศ เพื่อให้ไทยสามารถอยู่ร่วมและแข่งขันกับประเทศในอาเซียนและเวทีโลกได้ และเนื่องจากมีการเปลี่ยน รมว.ศธ.บ่อย จึงไม่อยากให้คิดว่าเมื่อเปลี่ยน รมว.ศธ.แล้วนโยบายจะต้องเปลี่ยน ผมจะหารือและรับฟังความคิดเห็นของผู้บริหาร ศธ. เกี่ยวกับการดำเนินนโยบายที่ผ่านมา เพื่อจะกำหนดเป็นนโยบายของผมต่อไป โดยเบื้องต้นตั้งใจว่าจะมาสานต่อนโยบายของนายพงศ์เทพ โดยเฉพาะเรื่องการปฏิรูปหลักสูตร และเดินตามนโยบายของรัฐบาลเป็นหลัก” รมว.ศึกษาธิการท่านปักธงไว้รายสัปดาห์ครับ


?????

ตอบกระทู้เมื่อ
08 ก.ย. 2556
  ความคิดเห็นที่ 2
'พงศ์เทพ' ยอมรับการศึกษาไทยห่วยจริง
นักวิชาการจี้ตื่นตัวตามหลังเขมร 
 
จากกรณีผลการจัดอันดับโดย World Economic Forum (WEF)-The Global Information Technology Report 2013 ระบุระดับคุณภาพการศึกษาไทยอยู่ในลำดับที่ 8 ในภูมิภาคอาเซียน เป็นรองประเทศเวียดนามและกัมพูชานั้น นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งรับผิดชอบงานการศึกษา กล่าวว่า การศึกษาไทยถูกประเมินในระดับนานาชาติหลายครั้งผลที่ได้ก็แสดงให้เห็นว่าเรายังทำได้ไม่ดีจริงๆ แม้ผลอาจไม่ตรง ร้อยเปอร์เซ็นต์ว่า ประเทศไทยอยู่ลำดับนั้นจริงหรือไม่ แต่อย่างน้อยก็แสดงให้เห็นว่าการศึกษาไทยมีปัญหาอยู่มาก ซึ่งทุกฝ่ายต้องช่วยกันอย่างเต็มที่ สิ่งสำคัญคือหลักสูตรและคุณภาพผู้สอนต้องดี หากเราเน้นการ ให้ความสำคัญของหลักสูตรและครู ตนเชื่อว่าการศึกษาไทยจะสามารถไล่ตาม และแซงหน้าประเทศต่างๆได้แน่นอน


!!!!!

ตอบกระทู้เมื่อ
08 ก.ย. 2556
  ความคิดเห็นที่ 3
 ดร.ชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวว่า ส่วนตัวเข้าใจว่ารายงานของ WEF จะประเมินโดยวิเคราะห์ระบบการศึกษาในฐานะของการผลิตกำลังคน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ โดยพิจารณาทั้งในส่วนของการศึกษาขั้นพื้นฐาน ทักษะของนักเรียน และการประเมินอัตรากำลังคนด้านอาชีวะ ซึ่งเป็นกำลังคนที่สำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ดังนั้น จุดบกพร่องทั้ง 3 เรื่องนี้ของไทย โดยเฉพาะในเรื่องอัตรากำลังคนสายอาชีวะ ที่ยังมีจำนวนน้อยและคุณลักษณะของผู้เรียนยังไม่ถึงระดับอินเตอร์เนชั่นแนลจึงอาจเป็นสาเหตุหนึ่ง เพราะการประเมินของ WEF มองการศึกษาว่าเป็นการลงทุนอย่างหนึ่งเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจ จึงมีการเปรียบเทียบเม็ดเงินที่ใช้ลงทุนและผลที่ได้รับกลับมา เมื่อประเทศไทยมีสัดส่วนการลงทุนด้านการศึกษาต่อจีดีพีที่สูงแต่ได้ผลตอบแทนที่ต่ำ เลยทำให้อันดับอยู่ต่ำกว่าประเทศที่ลงทุนต่อจีดีพีต่ำแต่ได้คุณภาพที่สูง ทั้งนี้จะมอบให้หน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องนำผลการจัดอันดับมาศึกษาวิจัย เพื่อหาแนวทางแก้ปัญหาต่อไปด้าน รศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ อาจารย์ประจำคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ข้อมูลของ WEF มีความน่าเชื่อถือระดับหนึ่งอยู่แล้ว น่าจะทำให้ประเทศไทยเกิดการตื่นตัวว่าทำไมการจัดการศึกษาของเราถึงแพ้กัมพูชา ซึ่งเท่าที่ตนได้ศึกษาประเทศในกลุ่มอาเซียนพบใน 4-5 ปีที่ผ่านมาพบว่าส่วนใหญ่จะเข้ามาศึกษาข้อมูลต่างๆในประเทศไทย และนำความรู้ต่างๆ กลับไปพัฒนาประเทศ ขณะที่ปัญหาการศึกษาของไทยเดินหน้าไปแทบทุกวัน แต่กระบวนการแก้ปัญหายังคงเดินถอยหลัง ติดหล่ม อย่างปัญหาอ่านไม่ออก เขียนไม่ได้เป็นปัญหาเก่าเมื่อ 20 ปีที่แล้ว แสดงว่ากลไกในการแก้ปัญหาตายซาก ไม่มีความต่อเนื่อง


กิ้วกิ้ว

ตอบกระทู้เมื่อ
08 ก.ย. 2556
  ความคิดเห็นที่ 4
ยังจำว่าท่านพงษ์เทพ เพิ่งชูธงพุทโธในการปรับปรุงการศึกษาไทยให้สอดคล้องกับยุคโลกาภิวัฒน์และสังคมโลกเมื่อเร็วๆนี้นี่เอง ท่านปักธงว่ารัฐบาลไทยกำลังเน้นการพัฒนาโรงเรียนให้มีคุณภาพ ให้ความสำคัญการพัฒนาหลักสูตรบนพื้นฐานของหลักศาสนา โดยเฉพาะพระพุทธศาสนา ไม่ว่าจะเป็นการบรรจุหน้าที่พลเมือง วิถีประชาธิปไตย การนำหลักดำเนินชีวิตมาผสมผสานกับการศึกษา ให้ระบบการศึกษาสอนให้คนเข้าใจปัญหาต่างๆ แยกผิดชอบชั่วดี มีความรับผิดชอบ กำลังเคลิ้มๆว่าจะทำให้ระบบการศึกษามีคุณภาพดีขึ้น และสร้างสังคมโลกให้เกิดสันติสุขอยู่เชียว ตกลงว่าจะชูธงหรือจะปักธง งง


k.juy

ตอบกระทู้เมื่อ
09 ก.ย. 2556
  ความคิดเห็นที่ 5

เรารู้ว่าการปฎิรูปการศึกษาเป็นเป้าหมายใหญ่ที่จะสร้างประเทศไทยให้สวยสง่า ดีงามเป็นความภาคภูมิของคนทั้งชาติ แต่ต้องร่วมมือร่วมใจกัน แข็งขัน ต้องไม่ใช่คิดกันอยู่ในวงเล็กๆเท่านั้น เพราะไม่ว่าจะคิดออกมาได้ดีแค่ไหนก็ปฏิบัติไม่ได้ ถ้บุคคลากรทางการศึกษาไม่ได้มีส่วนร่วมจริง เพราะฉะนั้นถ้าจะมีการปฏิรูปการศึกษากันอีกครั้ง ต้องเป็นกระบวนการที่บุคคลากรกลุ่มปฎิบัติมีส่วนร่วมทั่วประเทศ ทำอย่างไรจึงจะยกระดับจิตสำนึกความเป็นผู้สร้างชาติ มองเห็นภาพแท้จริงของชาติ มองเห็นเป้าหมายเดียวกันอย่างชัดเจน ปักหมุดด้วยจิตสำนึกสร้างไทยให้สวยสง่าเต็มภาคภูมิ     เมื่อบุคคลากรมีจิตสำนึกแห่งความเป็นผู้สร้างชาติได้อย่างนั้น จึงจะปฏิรูปการศึกษาได้สำเร็จ ปั้นกันใหม่ได้ไหมเล่าจิตสำนึกที่หล่นหาย?


ครูพันธุ์แท้

ตอบกระทู้เมื่อ
09 ก.ย. 2556
  ความคิดเห็นที่ 6
บุคคลากรฝ่ายปฎิบัติสำคัญมากจริงอย่าง K.Juy มอง นั่นหมายถึงการพัฒนาบุคคลากรต้องเริ่มมาจากฝ่ายผลิตด้วย มาปั้นเอาหลังจากเข้าระบบแล้วไม่ทันหรอก เพราะคนส่วนหนึ่งเมื่อผ่านกระบวนการคัดเลือกเข้าสู่ตำแหน่งแล้วก็ปักหลักเลยว่าสบายแล้วมีงานมีเงิน และนั่นคือจุดนั้นบอดสนิท ไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดใดอีก เมื่อมีระบบการพัฒนาตัวเองหลังจากเวลานั้นแล้วก็คือกระทบกระเทือนเชื่อมโยงไปถึงโครงสร้างอื่นด้วย โดยเฉพาะการเบียดบังพื้นที่อื่นๆ  ที่บุคคลากรฝ่ายปฏิบัติจริงๆแล้วจึงจะเข้าใจบริบทนี้ค่ะ


Krootanoi

ตอบกระทู้เมื่อ
09 ก.ย. 2556
  ความคิดเห็นที่ 7
เวียนหัวจังทำไมเรือมันวนวน
เรือจ้าง เรือพาย เรือแจว เรือหางยาว
เรือท้องแบน เรือกระจก เรือเร็ว เรือแข่ง
เรือโยง เรือเกลือ เรือไททานิค!
555++++
 

http://www.youtube.com/watch?v=uSrAAMbuFvs



เรือกระดาษ

ตอบกระทู้เมื่อ
09 ก.ย. 2556
  ความคิดเห็นที่ 8
 ผู้รู้ ผู้เชี่ยวชาญ นักวิชาการ นักวิจัยมากมายได้พยายามปรับเปลี่ยนกันมาอุตลุตเพื่อทิศทางที่ดีกว่า แต่ไม่ได้เคี่ยวเข้มเรื่องการติดตามการดำเนิน การประเมินผล ทั้งระหว่างดำเนินการและหลังการดำเนินการ การแก้ปัญหาจึงเกไม่ถูกที่คัน ทุกนโยบายดีหมด หากจะได้เร่งรัดกันจริงจังไม่ใช่วางนโยบายอย่างเดียว มีมาตรการที่จะจัดการกับความล้มเหลวได้ไม่ลูบปะหน้าปะจมูก น่าจะดีกว่าการเปลี่ยนนโยบายไปเรื่อยๆหยิบงานเดิมมาปัดฝุ่นปรับจุดแย่ แก้จุดอ่อน ส่วนไหนดีอยู่แล้วก็คงไว้ให้ดำเนินต่อไป ลงดาบกับพวกกินตามน้ำละทิ้งจรรยาบรรณวิชาชีพ ทำแค่นี้ได้ทางจะสะดวกขึ้นเยอะ


KROOPAD

ตอบกระทู้เมื่อ
09 ก.ย. 2556
  ความคิดเห็นที่ 9
 


หนอนไซเบอร์

ตอบกระทู้เมื่อ
09 ก.ย. 2556
  ความคิดเห็นที่ 10

"สุรินทร์"ระบุรัฐบาลต้องเร่งปฏิรูปการศึกษาก่อนสายเกินกู้กลับ
http://www.bangkokbiznews.com

นายสุรินทร์ พิศสุวรรณ อดีตเลขาธิการอาเซียน และประธานสถาบันออกแบบอนาคตประเทศไทย กล่าวแสดงความคิดเห็นจากการที่องค์กร เวิลด์ อีโคโนมิค ฟอรัม (WEF) ได้เสนอรายงานผลการศึกษา ความสามารถในการแข่งขันโลก (Global Competitiveness Report 2013-2014) เมื่อเร็วๆนี้ โดยชี้ว่าคุณภาพการศึกษาทั้งระดับพื้นฐานมัธยมและอุดมศึกษาของไทยอยู่ในระดับรั้งท้ายหลายประเทศในภูมิภาคอาเซียน โดยใช้คำว่า “คุณภาพต่ำอย่างผิดปกติ” นายสุรินทร์ กล่าวว่า “นับเป็นเรื่องที่น่าห่วงกังวลยิ่ง เพราะมันสะท้อนถึงความไม่เชื่อถือยอมรับในคุณภาพการศึกษาไทยโดยรวม และจะส่งผลให้ความเชื่อมั่นในประเทศด้านอื่นๆในอนาคตต้องถูกกระทบกระเทือนไปด้วย”

สิ่งที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่งอีกประการหนึ่งคือการที่รายงานฉบับนี้กล่าวว่า "ความไม่มีเสถียรภาพทางการเมือง ความไม่ต่อเนื่องทางด้านนโยบาย ระบบราชการที่ซับซ้อนไร้ประสิทธิภาพ การทุจริตคอรั่ปชั้นที่แพร่หลาย ระบบพรรคพวกเส้นสาย" ทำให้ความเชื่อมั่นในสถาบันสาธารณะของไทยต่ำลงมีผลกระทบโดยตรงต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

นายสุรินทร์ กล่าวว่า ทางออกสำหรับประเทศไทยคือการรีบเร่งปฏิรูปการศึกษาอย่างจริงจัง ทั้งในด้านการจัดระบบองค์กร คุณภาพการเรียนการสอนและทรัพยากรด้านสื่อ ห้องสมุดและแล็บทดลองต้องครบครัน

"เราใช้งบประมาณด้านการศึกษาปีละกว่า 5 แสนล้านบาท (งบประมาณ 2556) คิดเป็นกว่าร้อยละ 20 ของงบประมาณแผ่นดิน มีบุคลากรเฉพาะในกระทรวงศึกษาธิการเกือบ 5 แสนคน มีอาจารย์ระดับอุดมศึกษา 56,180 คน ถึงกระนั้นรายงานของ WEF ยังกล่าวว่าการศึกษาของไทยมีคุณภาพต่ำอย่างผิดปกติ อย่างนี้ต้องรีบเร่งแก้ไขแน่"นายสุรินทร์ กล่าว

 



ครูพันธุ์แท้

ตอบกระทู้เมื่อ
19 ก.ย. 2556
  ความคิดเห็นที่ 11

ศ.ดร.สุพจน์ หารหนองบัว คณบดีคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า แนวทางตามนโยบายของนายจาตุรนต์ ฉายแสง รมว.ศึกษาธิการ ที่จะแก้กฎหมาย ปลดล็อกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญในวิชาชีพต่าง ๆ เข้ามาเป็นครูได้นั้น เป็นแนวทางที่ดีในการดึงคนมีความรู้ความสามารถเข้ามาเป็นครู เพราะผู้ที่อยู่ในสายวิชาชีพ หรือผู้ที่จบจากคณะหลักที่สอนเฉพาะทาง เช่น คณะวิทยาศาสตร์ นักศึกษาจะต้องเรียนเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์อย่างรู้ลึก รู้จริง ทำให้เข้าใจแก่นแท้ของความรู้ด้านวิทยาศาสตร์มากกว่าเด็กที่จบครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์มาก  และกลุ่มคนเหล่านี้หากพวกเขาได้ผ่านการอบรมด้านการสอน ก็สามารถเป็นครูที่ดีได้

          "ขณะนี้เทรนด์การศึกษาทั่วโลกยิ่งสอนน้อยเด็กยิ่งเก่ง ครูยุคใหม่ต้องรู้จักย่อยความรู้ สอนเฉพาะแก่นความรู้ให้แก่เด็ก  และครูที่จะสามารถกระทำสิ่งเหล่านี้ได้นั้น ต้องเป็นครูที่รู้ลึกในสาขาวิชานั้นจริง ๆ ซึ่งครูที่จบจากคณะครุศาสตร์อาจเป็นครูที่สอนดี แต่ในบางวิชาพวกเขาไม่ได้รู้ลึก ไม่สามารถจับแก่นแท้ของความรู้เพื่อถ่ายทอดไปยังเด็กได้ อีกทั้งในการให้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู ไม่ควรจะดูเฉพาะคะแนนสอบของครูเท่านั้น แต่อยากให้ดูถึงศักยภาพ องค์ความรู้ของครูจริง ๆ เพราะบางครั้งผู้ที่สอบได้คะแนนเต็มก็ใช่ว่าจะเป็นครูที่ดี จะสามารถย่อยความรู้แล้วป้อนให้แก่เด็กได้" ศ.ดร.สุพจน์ กล่าวและว่า นอกจากเปิดโอกาสให้คนเก่ง ผู้เชี่ยวชาญในสายวิชาชีพมาเป็นครูแล้วจะต้องมีปรับระบบการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา โดยต้องยกเลิกระบบรับตรงให้มาสอบรับกลางเพียงอย่างเดียวด้วย

ที่มา-เดลินิวส์



Pimchanok

ตอบกระทู้เมื่อ
19 ก.ย. 2556
  ความคิดเห็นที่ 12
นิสิตครูมศว ค้านนโยบายปลดล็อกตั๋วครู ย้ำไม่ใช่ใครก็มาเป็นครูได้ เตรียมประสานสมาพันธ์นิสิตนักศึกษาวิชาชีพครูภาคกลาง รวมพลเข้าพบรมว.ศึกษาธิการ 25 ก.ย.เพื่อยื่นหนังสือแสดงจุดยืนคัดค้านนโยบาย

นายกฤษณ์ คงเปีย นิสิตคณะศึกษาศาสตร์ ในฐานะประธานสโมสรนิสิตคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว ) กล่าวถึงกรณีที่ นายจาตุรนต์ ฉายแสง รมว.ศึกษาธิการ มีนโยบายปลดล็อคใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางในสาขาวิชาต่างๆที่ไม่จบสายครูได้มีโอกาสเข้ามาเป็นครู เพื่อเป็นการแก้ปัญหาขาดแคลนครูเฉพาะทางว่า นิสิตครู มศว ต้องการให้รมว.ศึกษาธิการ ยกเลิกนโยบายดังกล่าว เพราะสร้างความไม่ยุติธรรมให้แก่นิสิตนักศึกษาที่เรียนวิชาชีพครู อีกทั้งการเรียนครูไม่ใช่เรียนเพื่อมาสอนให้เด็กเก่งเพียงอย่างเดียว แต่ต้องสอนให้เด็กรู้จักคิด สอนให้เป็นคนดี มีคุณธรรมจริยธรรม อยู่ร่วมในสังคมกับผู้อื่นได้ ซึ่งเป็นวิชาชีพที่สร้างคนไม่ใช่สร้างตึก สร้างอาคาร ดังนั้นไม่ใช่ว่าใครก็จะมาเป็นครูได้

นายกฤษณ์ กล่าวต่อไป การแก้ปัญหาเรื่องของครูนั้นตนไม่อยากให้นักการเมืองเข้ามาวุ่นวาย เพราะพอมีรมว.ศึกษาธิการคนใหม่นโยบายก็จะเปลี่ยนแปลงไป แถมนโยบายที่เปลี่ยนไปก็ไม่ได้มาจากผู้ที่อยู่ในวงการศึกษา และทำให้เกิดผลกระทบต่อผู้ที่อยู่ในระบบการศึกษา ดังนั้นภายในสัปดาห์นี้จะมีการรวบรวมรายชื่อกลุ่มนิสิตครู มศว เพื่อเสนอไปยังผศ.ดร.สุรวาท ทองบุ ประธานสภาคณบดีคณะครุศาสตร์ศึกษาศาสตร์แห่งประเทศไทย(ส.ค.ศ.ท.) เพื่อแสดงจุดยืนคัดค้านนโยบายดังกล่าว รวมถึงจะมีการประสานไปยังกลุ่มสมาพันธ์นิสิตนักศึกษาวิชาชีพครูในกลุ่มภาคกลาง อาทิ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา ฯลฯ เพื่อรวบรวมความคิดเห็นและจุดยืนของนิสิตครูทั้งหมดว่าเป็นอย่างไร จากนั้นจะทำหนังสือขอเข้าพบรมว.ศึกษาธิการในวันที่ 25 ก.ย.ต่อไป

ขอบคุณที่มา-เดลินิวส์



เจ_เจ

ตอบกระทู้เมื่อ
19 ก.ย. 2556
  ความคิดเห็นที่ 13

"จาตุรนต์" เตรียมทบทวนนโยบายตกซ้ำชั้น หลังพบข้อมูลครูสั่งเด็กจัดดอกไม้-ทำความสะอาดห้อง แทนการซ่อมเสริม หวั่นกระทบคุณภาพการศึกษา

นายจาตุรนต์ ฉายแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า กระทรวงมีแนวคิดที่จะให้ทบทวนนโยบายตกซ้ำชั้น เพราะได้ข้อมูลมาว่า ปัจจุบัน นักเรียนทุกคนจะได้เลื่อนชั้นอัตโนมัติ เวลาสอบตกวิชาไหนจะต้องมาซ่อมเสริมกับครู แต่บางครั้ง หากเป็นเด็กผู้หญิงก็มาช่วยครูจัดดอกไม้ ส่วนเด็กผู้ชายมาช่วยทำความสะอาดห้องเรียนแล้วครูก็ให้ผ่าน หรือบางครั้งก็จะมีผู้ปกครองมานั่งกดดันที่โรงเรียนเพื่อต้องการให้ลูกหลานผ่านการซ่อมเสริม สิ่งนี้ส่งผลกระทบต่อคุณภาพของเด็ก เพราะเมื่อเรียนต่อในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ก็อ่านหนังสือไม่ออกจนส่งผลกระทบต่อคุณภาพการศึกษา

ทั้งนี้ การจะแก้ไขปัญหาเรื่องนี้จะต้องมาดูว่าจะทำอย่างไรคงไม่ใช่แค่การสั่งให้มีการซ้ำชั้นเหมือนเดิมแล้ว แต่จะต้องมาคิดเงื่อนไขต่างๆ ประกอบกันใหม่

"ผมคิดว่าการไม่ให้นักเรียนตกและให้ผ่านกันหมดเป็นผลเสียอย่างมากและต้องมีการแก้ไขแต่ยังบอกไม่ได้ว่าจะทำอย่างไรและต้องมีการทบทวนกัน อย่างเรื่องที่เด็กอ่านไม่ออก เขียนไม่ได้แค่ประเด็นนี้ก็ให้เด็กผ่านไม่ได้แล้ว ควรจะมีเงื่อนไขในการติวเข้มจนกว่าจะผ่านแล้วจึงจะให้เลื่อนไปเรียนชั้นต่อไป ไม่ใช่ปล่อยให้เลื่อนชั้นไปแล้วก็อ่านหนังสือไม่ออก ซึ่งคิดว่าควรจะหาวิธีแก้ไขและควรต้องมาดูระบบการซ่อม ระบบการทดสอบวัดผลที่เป็นมาตรฐาน โดยจะขอหารือกับผู้ที่เกี่ยวข้องว่าจะทำกันอย่างไร"

 

ขอบคุณข้อมูลจากเว็บไซต์หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ



kobkaew

ตอบกระทู้เมื่อ
19 ก.ย. 2556
  ความคิดเห็นที่ 14

ศ.ดร.สุพจน์ หารหนองบัว คณบดีคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า แนวทางตามนโยบายของนายจาตุรนต์ ฉายแสง รมว.ศึกษาธิการ ที่จะแก้กฎหมาย ปลดล็อกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญในวิชาชีพต่าง ๆ เข้ามาเป็นครูได้นั้น เป็นแนวทางที่ดีในการดึงคนมีความรู้ความสามารถเข้ามาเป็นครู เพราะผู้ที่อยู่ในสายวิชาชีพ หรือผู้ที่จบจากคณะหลักที่สอนเฉพาะทาง เช่น คณะวิทยาศาสตร์ นักศึกษาจะต้องเรียนเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์อย่างรู้ลึก รู้จริง ทำให้เข้าใจแก่นแท้ของความรู้ด้านวิทยาศาสตร์มากกว่าเด็กที่จบครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์มาก  และกลุ่มคนเหล่านี้หากพวกเขาได้ผ่านการอบรมด้านการสอน ก็สามารถเป็นครูที่ดีได้

          "ขณะนี้เทรนด์การศึกษาทั่วโลกยิ่งสอนน้อยเด็กยิ่งเก่ง ครูยุคใหม่ต้องรู้จักย่อยความรู้ สอนเฉพาะแก่นความรู้ให้แก่เด็ก  และครูที่จะสามารถกระทำสิ่งเหล่านี้ได้นั้น ต้องเป็นครูที่รู้ลึกในสาขาวิชานั้นจริง ๆ ซึ่งครูที่จบจากคณะครุศาสตร์อาจเป็นครูที่สอนดี แต่ในบางวิชาพวกเขาไม่ได้รู้ลึก ไม่สามารถจับแก่นแท้ของความรู้เพื่อถ่ายทอดไปยังเด็กได้ อีกทั้งในการให้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู ไม่ควรจะดูเฉพาะคะแนนสอบของครูเท่านั้น แต่อยากให้ดูถึงศักยภาพ องค์ความรู้ของครูจริง ๆ เพราะบางครั้งผู้ที่สอบได้คะแนนเต็มก็ใช่ว่าจะเป็นครูที่ดี จะสามารถย่อยความรู้แล้วป้อนให้แก่เด็กได้" ศ.ดร.สุพจน์ กล่าวและว่า นอกจากเปิดโอกาสให้คนเก่ง ผู้เชี่ยวชาญในสายวิชาชีพมาเป็นครูแล้วจะต้องมีปรับระบบการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา โดยต้องยกเลิกระบบรับตรงให้มาสอบรับกลางเพียงอย่างเดียวด้วย

 
ที่มา-เดลินิวส์

นิสิตครูมศว ค้านนโยบายปลดล็อกตั๋วครู ย้ำไม่ใช่ใครก็มาเป็นครูได้ เตรียมประสานสมาพันธ์นิสิตนักศึกษาวิชาชีพครูภาคกลาง รวมพลเข้าพบรมว.ศึกษาธิการ 25 ก.ย.เพื่อยื่นหนังสือแสดงจุดยืนคัดค้านนโยบาย


นายกฤษณ์ คงเปีย นิสิตคณะศึกษาศาสตร์ ในฐานะประธานสโมสรนิสิตคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว ) กล่าวถึงกรณีที่ นายจาตุรนต์ ฉายแสง รมว.ศึกษาธิการ มีนโยบายปลดล็อคใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางในสาขาวิชาต่างๆที่ไม่จบสายครูได้มีโอกาสเข้ามาเป็นครู เพื่อเป็นการแก้ปัญหาขาดแคลนครูเฉพาะทางว่า นิสิตครู มศว ต้องการให้รมว.ศึกษาธิการ ยกเลิกนโยบายดังกล่าว เพราะสร้างความไม่ยุติธรรมให้แก่นิสิตนักศึกษาที่เรียนวิชาชีพครู อีกทั้งการเรียนครูไม่ใช่เรียนเพื่อมาสอนให้เด็กเก่งเพียงอย่างเดียว แต่ต้องสอนให้เด็กรู้จักคิด สอนให้เป็นคนดี มีคุณธรรมจริยธรรม อยู่ร่วมในสังคมกับผู้อื่นได้ ซึ่งเป็นวิชาชีพที่สร้างคนไม่ใช่สร้างตึก สร้างอาคาร ดังนั้นไม่ใช่ว่าใครก็จะมาเป็นครูได้

นายกฤษณ์ กล่าวต่อไป การแก้ปัญหาเรื่องของครูนั้นตนไม่อยากให้นักการเมืองเข้ามาวุ่นวาย เพราะพอมีรมว.ศึกษาธิการคนใหม่นโยบายก็จะเปลี่ยนแปลงไป แถมนโยบายที่เปลี่ยนไปก็ไม่ได้มาจากผู้ที่อยู่ในวงการศึกษา และทำให้เกิดผลกระทบต่อผู้ที่อยู่ในระบบการศึกษา ดังนั้นภายในสัปดาห์นี้จะมีการรวบรวมรายชื่อกลุ่มนิสิตครู มศว เพื่อเสนอไปยังผศ.ดร.สุรวาท ทองบุ ประธานสภาคณบดีคณะครุศาสตร์ศึกษาศาสตร์แห่งประเทศไทย(ส.ค.ศ.ท.) เพื่อแสดงจุดยืนคัดค้านนโยบายดังกล่าว รวมถึงจะมีการประสานไปยังกลุ่มสมาพันธ์นิสิตนักศึกษาวิชาชีพครูในกลุ่มภาคกลาง อาทิ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา ฯลฯ เพื่อรวบรวมความคิดเห็นและจุดยืนของนิสิตครูทั้งหมดว่าเป็นอย่างไร จากนั้นจะทำหนังสือขอเข้าพบรมว.ศึกษาธิการในวันที่ 25 ก.ย.ต่อไป

 


“จาตุรนต์” สั่ง อ.ก.ค.ศ.รวมข้อมูลความต้องการครูภาพรวมทั่วประเทศ และเชื่อมโยงการแต่งตั้งโยกย้ายครูในพื้นที่กับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเพื่อปฏิรูปการสอน อย่าพิจารณาการย้ายโดยดูแต่เพื่อสร้างความเป็นธรรมหรือแค่แก้ปัญหาระบบเส้นสาย โดยหลงลืมเรื่องคุณภาพ
      
       วันนี้ (18 ก.ย.) ที่โรงแรมคุ้มภูคำ จ.เชียงใหม่ นายจาตุรนต์ ฉายแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวระหว่างมอบนโยบายต่อที่ประชุมสัมมนาคณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางกาศึกษา (อ.ก.ค.ศ.) เขตพื้นที่การศึกษา ภาคเหนือ จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) มีใจความสำคัญตอนหนึ่ง ว่า ที่ผ่านมาการบริหารงานบุคคลของอ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษา ให้ความสำคัญกับการแต่งตั้งโยกย้ายเท่านั้น แต่เป้าหมายสำคัญของการดำเนินการแต่งตั้งโยกย้ายไม่ใช่เพื่อความเป็นธรรมเท่านั้น แต่ควรเชื่อมโยงการแต่งตั้งโยกย้ายให้สอดรับกับการเพิ่มผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาและการปฏิรูปการเรียนการสอนให้มากขึ้น เพราะฉะนั้น อ.ก.ค.ก.ศ.เขตพื้นที่การศึกษาต้องมีฐานข้อมูลผลสัมฤทธิ์ของโรงเรียนในเขตพื้นที่ฯ และมีข้อมูลการขาดแคลนครูเพื่อใช้ในการพิจารณาแต่งตั้งโยกย้าย ไม่ใช่พิจารณาเฉพาะความเป็นธรรม และการแก้ปัญหาระบบเส้นสายในการโยกย้ายแต่งตั้งเท่านั้น แต่ต้องคำนึงถึงคุณภาพการศึกษาด้วย ที่สำคัญการแต่งตั้งโยกย้ายบรรจุครู ต้องดูภาพรวมความขาดแคลนครูด้วย
      
       อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันการแต่งตั้งโยกย้ายครูในพื้นที่ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯ จะพิจารณาไปตามความเห็นและความจำเป็นของแต่ละเขตพื้นที่ ขาดการดูแลในภาพรวมของประเทศ เช่น กรณีครูสอนภาษาฝรั่งเศสที่เหลือ 200 กว่าคนทั่วประเทศ หากประเทศไทยมีความต้องการครูในส่วนนี้มากขึ้นก็จะเกิดคำถามว่าจะทำอย่างไร หากปล่อยให้ อ.ก.ค.ศ.เขตฯยังแต่งตั้งตามความพอใจแบบในปัจุบัน ทั้งนี้อยากให้ ก.ค.ศ.ไปคิดวิธีการและหลักเกณฑ์ โดยอาจจะต้องจัดทำข้อมูลความต้องการภาพรวมทั่วประเทศ เช่น หากต้องการให้บรรจุครูไอซีที 2,000 คนก็ให้แจ้งไปยัง อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯให้บรรจุแต่งตั้งครูตามความต้องการ
      
       “จะมอบให้ ก.ค.ศ.ไปจัดทำหลักเกณฑ์ว่าจะประเมินการทำงานของอ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯได้อย่างไร ซึ่งที่ผ่านมาเราไม่เคยมีการประเมินว่า อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯว่าทำงานดีหรือไม่ดีอย่างไร เมื่อมีหลักเกณฑ์การประเมินแล้วจะทำให้ทราบผลการทำงานของแต่ละ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯทั่วประเทศ และ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่ฯเองก็จะต้องรับผิดชอบต่อสังคมและผลประเมินที่ออกมา” รมว.ศึกษาธิการ กล่าวและว่า ในส่วนของการประเมินวิทยฐานะก็อยากให้เชื่อมโยงกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนด้วย ที่ผ่านมาได้รับข้อมูลว่ามีผู้อำนวยการโรงเรียนหลายแห่งผ่านการประเมินวิทยฐานะที่สูง มีความก้าวหน้าในวิชาชีพแต่ผลสัมฤทธิ์ของโรงเรียนตัวเองกลับต่ำ อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้


 

ขอบคุณข้อมูลจากเว็บไซต์หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ



สมัครสมาชิกเพื่อใช้งานเว็บบอร์ด คลิกที่นี่ /  เข้าสู่ระบบ


Copyright © 2012 Neric-Club.Com All Rights Reserved