Neric-Club.Com
  สารบัญเว็บไซต์
  ทรัพยากรคลับ
  พิพิธภัณฑ์หุ่นกระดาษ
  เปิดประตูสู่อาเซียน@
  พันธกิจขยายผล
  ชุมชนคนสร้างสื่อ
  ห้องภาพ/ห้องเพลง
  คลีนิคสุขภาพ
  บริหารจิต
  ห้องข่าว
   นิตยสารออนไลน์
  วรรณกรรมเพื่อเยาวชน
  ลมหายใจของใบไม้
  เรื่องสั้นปันเหงา
  อังกฤษท่องเที่ยว
  อนุรักษ์ไทย
  ศิลปวัฒนธรรมไทย
  ต้นไม้ใบหญ้า
  สายลม แสงแดด
  เตือนภัย
  ห้องทดลอง
   มุมเบ็ดเตล็ด
  เพลงหวานวันวาน
  คอมพิวเตอร์
  ความงาม
  รักคนรักโลก
  วิถีพอเพียง
  สัตว์เลี้ยง
  ถนนดนตรี
  ตามใจไปค้นฝัน
Click!!!!!

Share your work and start earning  

 
 

'องค์ความรู้ในโลกนี้มีมากมาย
เหมือนใบไม้ในป่าใหญ่
มนุษย์เราเรียนรู้ได้
แค่ใบไม้หนึ่งกำมือของตนเอง
ผู้ใดเผยแผ่ความรู้
อันเป็นวิทยาทานแก่ผู้อื่น
นั่นคือกุศลอันใหญ่ยิ่ง'
 
องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า

สถิติผู้เยี่ยมชมเวปไซต์
9889655  

กระดานแสดงความคิดเห็น
สมัครสมาชิกเพื่อใช้งานเว็บบอร์ด คลิกที่นี่ /  เข้าสู่ระบบ    

บ่าวรัฐ

ตั้งกระทู้เมื่อ
17 ก.ย. 2556
  ทางเลือกใหม่คนไทยหัวใจเดียวกัน
 
 
เปิดตัวกันไปเป็นที่เรียบร้อย สำหรับ สภาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย 2556 หรือที่ย่อว่า สปท.
People Assembly Reform Thailand (PART)

เมื่อวันที่ 15 กันยายน    สภาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย เกิดขึ้นด้วยองค์กรแนวร่วมประชาชนกว่า 45 องค์กรจากหลายสาขา อาทิ วิชาการ กฎหมาย กลุ่มวิชาชีพ นักธุรกิจและนักศึกษา

แม้จะมีความเห็นว่าเป็นประเภทหน้าซ้ำ ในฐานะฝ่ายต่อต้านระบอบทักษิณ เช่น กลุ่มกรีน กลุ่มสยามประชาภิวัฒน์ กลุ่มกองทัพประชาชนโค่นระบอบทักษิณ กลุ่มพลเมืองอาสาปกป้องแผ่นดิน หรือกลุ่มเสื้อหลากสี แต่ก็ทำให้เวทีปฏิรูปคึกคักขึ้น

สปท. มีคณะกรรมการ 16 คน คือ
1. นายบรรเจิด สิงคะเนติ
2. นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์
3. นายอนุสรณ์ ศรีแก้ว
4. นายคมสัน โพธิ์คง
5. นายสุริยะใส กตะศิลา
6. นายยรรยง เสรีรัตน์
7. ร.ต.แซมดิน เลิศบุศย์
8. นายชัยพันธ์ ประภาสวัสดิ์
9. นางอำภา สันติเมทนีดล
10. นาย ระวี มาศฉมาดล
11. นายสุริยนต์ สุวรรณวงศ์
12. นายพิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต
13. นายอัษฎายุทธ คุณวิเศษพงษ์
14. นายอุทัย ยอดมณี
15. นายสมเกียรติ หอมละออ
16. นายสุพา ค้าสุจริต
ด้านที่ปรึกษากลุ่ม เช่นพล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร นายเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ นายเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง นายพิภพ ธงไชย นายสังศิต พิริยะรังสรรค์ นายวิชัย โชควิวัฒน และนายณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ

มีความเห็นว่ามุ่งเน้นที่การสร้างทางเลือกใหม่ให้กับสังคมไทย และติดตามกันว่าเวทีนี้จะมีข้อเสนออะไรที่เป็นรูปธรรมออกมาบ้าง

ในขณะที่การปฏิรูปที่ผ่านมาเกิดจากประชาชนไม่ใช่นักการเมือง เวทีปฏิรูปนี้จึงคาดว่าน่าจะเป็นเรื่องยาวที่ไม่ได้จบลงภายในรัฐบาลใดรัฐบาลหนึ่ง

แต่เป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายต้องออกแบบประเทศไทยร่วมกัน ฉากปฏิรูปได้เริ่มต้นแล้ว บทบาทของสภาร่วมในความคาดหวังคือการแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือเปล่า?
ต้องติดตามกันต่อไป


Krootanoi

ตอบกระทู้เมื่อ
17 ก.ย. 2556
  ความคิดเห็นที่ 1

ใช้ตัวย่อตัวเดียวกับสถาบันป้องกันประเทศเลย


k.juy

ตอบกระทู้เมื่อ
17 ก.ย. 2556
  ความคิดเห็นที่ 2
หรือ
 
 


K.Chang

ตอบกระทู้เมื่อ
17 ก.ย. 2556
  ความคิดเห็นที่ 3
นายบรรหาร ศิลปอาชา ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา ในฐานะประธานขับเคลื่อนเวทีปฏิรูปการเมือง กล่าวถึงการก่อตั้งสภาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย 2556 (สปท.) เพื่อเป็นเวทีภาคประชาชนคู่ขนานกับเวทีปฏิรูปการเมือง ตามแนวคิดของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ว่า ถือเป็นเรื่องที่ดี และอยากให้ตั้งหลายๆ สภา และหลายๆ เวที เพื่อจะได้มีความเห็นที่หลากหลาย ทั้งนี้ตนคงไม่เข้าไปประสานกับแกนนำกลุ่มดังกล่าวเพื่อให้เข้ามามีส่วนร่วมในเวทีปฏิรูปการเมือง

อย่างไรก็ตาม การเดินหน้าประสานกลุ่มการเมืองต่างๆ นั้น ในวันที่ 19 ก.ย.นี้ จะเข้าพบกับนายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ ฐานะเพื่อนเก่าของตน โดยเชื่อว่าผลการหารืออาจจะมีแนวโน้มที่ดี

"เมื่อเช้าไปพบหมอมา หมอบอกว่าท่านบรรหารรับงานนี้เจ็บตัวนะท่าน ผมก็บอกไปว่า เจ็บก็เจ็บจะให้ทำอย่างไรได้ หากผมไม่ทำแล้วใครจะทำ งานนี้ผมมองว่าต้องใช้ความอดทนเพราะมันไม่ง่าย แต่เมื่อประสานทุกฝ่ายแล้วก็ต้องสรุปเป็นความเห็นให้คณะทำงานปฏิรูปการเมืองต่อไป" นายบรรหาร กล่าว



KET

ตอบกระทู้เมื่อ
17 ก.ย. 2556
  ความคิดเห็นที่ 4

นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานกลุ่มกรีน พร้อมด้วยนายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เปิดตัวสภาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย 2556 (สปท.) ที่มาจากการรวมตัวเครือข่ายภาคประชาชน เพื่อเดินหน้าจัดทำข้อเสนอการปฏิรูปประเทศแก่ประชาชน โดยยึดหลักการให้ประชาชนมีส่วนร่วม ควบคู่กับหลักการทางวิชาการ เพื่อเป็นแนวทางแก้ไขและทางออกของชาติอย่างเหมาะสม ภายใต้หลักการประชาธิปไตยที่เป็นของประชาชนอย่างแท้จริง และเพื่อปฏิรูปทุกระบบในประเทศ เน้นการคืนอำนาจให้ประชาชน ขจัดการรวมศูนย์ผูกขาดและทุนนิยมการเมือง โดยในที่ประชุมมีการเสวนารับฟังข้อเสนอจากภาคประชาชน ซึ่งส่วนใหญ่เห็นพ้องกันให้มีการปฏิรูปประเทศทั้งระบบ อาทิ การเมือง การปกครอง ข้าราชการ รัฐวิสาหกิจ ตลอดจนกระบวนการยุติธรรม และควรให้เยาวชนซึ่งเป็นกำลังสำคัญในอนาคตมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น นายบรรเจิด สิงคะเนติ ตัวแทนสภาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย ได้อ่านคำประกาศสภาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย 2556 ใจความสำคัญว่า ต้นเหตุของวิกฤติในปัจจุบัน คือ ระบบการเมืองถูกครอบงำโดยพรรคการเมืองทุนนิยม ซึ่งจะนำไปสู่การคอร์รัปชั่น ดังนั้น การแก้ปัญหาจะเป็นเพียงกลุ่มชั้นนำไม่ได้ ต้องให้ภาคประชาชนรวมพลังผลักดันปรับโครงสร้างอำนาจใหม่ เพื่อแก้ปัญหาประเทศไทยทั้งระบบ เพื่อสร้างสังคมไทยให้เป็นสังคมประชาธรรม ให้ความสำคัญกับสิทธิทางสังคม อันมีความสำคัญอย่างใกล้ชิดกับการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่เป็นของประชาชนอย่างแท้จริง. - สำนักข่าวไทย



witjung

ตอบกระทู้เมื่อ
17 ก.ย. 2556
  ความคิดเห็นที่ 5
คนที่พูดถึงสภาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย แรกๆ นั้นคือ ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ ตอนนั้นหวังว่า จะมีกลุ่มก้อนลักษณะนี้ มาดำเนินแนวคิดการปฏิรูปการเมือง ปฏิรูประบบเศรษฐกิจ และปฏิรูปสังคม ให้เป็นรูปธรรม โดยให้มีตัวแทนจากประชาชนทุกสาขาอาชีพมาร่วมเสนอแนะแนวทางเพื่อให้ประเทศเดินไปข้างหน้า  แนวคิดของ ดร.อาทิตย์ แตกต่างจากสิ่งที่รัฐบาลกำลังทำอยู่ในขณะนี้ เพราะที่รัฐบาลทำนั้นเน้นในเรื่องอดีตนายกรัฐมนตรี อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร นักการเมือง นักวิชาการ ซึ่งทำให้ยากที่จะได้รับความเชื่อถือ เชื่อใจ เพราะล้วนแต่เป็นโครงข่ายนักการเมือง  แต่ถึงแม้ว่า สภาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย ที่เพิ่งกำเนิดขึ้นและละม้ายคล้ายคลึงกับสภาปฏิรูปอันเดิมของ ดร.อาทิตย์ แต่เมื่ออยู่ในภาวะปัจจุบันนั้นยังต้องพิสูจน์กันอีกหลายบทว่าจะสามารถปฏิรูปบ้านเมืองได้จริงหรือไม่ หรือจะเป็นเพียงแค่การเปลี่ยนเสื้อคลุมของกลุ่มคนไม่เอา พ.ต.ท.ทักษิณ   ซึ่งหาก สภาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย ยังคงทำได้เหมือนที่กองทัพประชาชนโค่นระบอบทักษิณ แสดงออกไปในก่อนหน้านี้ ประเทศไทยก็น่าจะยังคงย่ำอยู่กับที่ ความเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญก็คงจะเป็นสิ่งที่รอกันต่อไป    เพราะจะปฏิรูปบ้านเมืองได้อย่างไร ในเมื่อต่างฝ่ายต่างไม่ยอมรับการมีอยู่ของอีกฝ่าย ?
 


สปศ.

ตอบกระทู้เมื่อ
17 ก.ย. 2556
  ความคิดเห็นที่ 6
การปฏิรูปการเมืองที่ริเริ่มโดยนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะนำไปสู่การปฏิรูปที่แท้จริงของสังคมไทยได้จะต้องมีเงื่อนไขดังต่อไปนี้
หนึ่ง การปฏิรูปจะต้องเริ่มต้นด้วยการตอบคำถามเบื้องต้นให้ได้เสียก่อนว่า อะไรคือสาเหตุของวิกฤติการเมืองไทยที่ปะทุขึ้นและต่อเนื่องมาตั้งแต่ พ.ศ. 2549 เพราะสังคมไทยแตกแยกร้าวลึกด้วยคนไทยแบ่งออกเป็นสองขั้วที่มองสาเหตุของวิกฤติต่างกัน อีกทั้งพรรคเพื่อไทยก็มองอย่างหนึ่ง พรรคประชาธิปัตย์ก็มองอย่างหนึ่ง หรือพรรคร่วมรัฐบาลก็อาจจะมองอีกอย่างหนึ่ง เพราะถ้ามองอย่างเพื่อไทย ก็คงไม่ไปร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับประชาธิปัตย์ หรือถ้ามองอย่างประชาธิปัตย์ก็คงไม่ไปร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับเพื่อไทย ส่วน พรรค “ร่วมรัฐบาล” จะมีจุดยืนมุมมองอย่างไรนั้น ก็เป็นเรื่องน่าคิดน่าสงสัยอย่างยิ่ง ?! เพราะพรรค “ร่วมรัฐบาล” สามารถ “ร่วมรัฐบาล” ได้กับทั้งพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์ !! หรือจะเป็นว่า พรรคดังกล่าวไม่มีมุมมองหรือจุดยืนอะไรเป็นเรื่องเป็นราวเลย !? ขณะเดียวกัน ภาคประชาชนอย่างพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยก็มองอย่างหนึ่ง แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติก็มองอีกอย่างหนึ่ง แล้วประชาชนส่วนใหญ่ที่เป็นพลังเงียบก็อาจจะมองอีกอย่างหนึ่ง ! แล้วสภาปฏิรูปจะมองอย่างไร ? ถ้าสภาปฏิรูปไม่ตอบคำถามนี้ หรือได้คำตอบที่ไม่เป็นที่ยอมรับโดยคนส่วนใหญ่ในสังคม การปฏิรูปทางการเมืองก็จะไม่สามารถเดินหน้าต่อไปได้ และหากจะใช้วิธีการเดิมๆ ที่เคยใช้กันมา นั่นคือ ลืมๆ กันไป ก็ไม่ถือว่าเป็นการปฏิรูปแต่อย่างใด เพราะเมื่อไม่แก้ที่สาเหตุ วิกฤติปัญหาก็พร้อมที่จะกลับมาได้ทุกเมื่อ เป็นวังวนวงเวียนไปและหากเมื่อตอบโจทย์ได้แล้วว่าสาเหตุคืออะไร ? และคำตอบดังกล่าวนี้เป็นที่ยอมรับได้โดยคนส่วนใหญ่ เงื่อนไขต่อมาก็คือ สภาปฏิรูปจะต้องคิดหาทางแก้ไขที่ต้นเหตุนั้นให้ได้ แน่นอนว่า การแก้ไขต้นเหตุย่อมจะต้องกระทบถึงขั้วการเมืองทุกขั้ว ทุกฝ่ายย่อมจะต้องมีได้มีเสีย แต่การได้การเสียอย่างไรเล่าที่ทุกฝ่ายยอมรับได้ เงื่อนไขต่อมา แนวทางแก้ไขที่ได้มานั้น สามารถปฏิบัติได้จริงหรือไม่ ? นัยของการปฏิบัติได้จริงย่อมขึ้นอยู่กับว่า สภาปฏิรูปมีความชอบธรรมแค่ไหน ? เพราะต่อให้ได้คำตอบที่สวยงามเพียงไร แต่ถ้าขาดซึ่งอำนาจและความชอบธรรมที่จะนำไปปฏิบัติให้เกิดผลได้จริงนั้น ก็ป่วยการ ไม่ต่างจากคำกล่าวที่ว่า กฎหมายหรือหลักความยุติธรรมใดๆ หากไม่มีดาบหรืออำนาจหนุนหลัง ก็ไม่ต่างจากแค่คำพูดที่เป็นลมปากหรือกระดาษเปื้อนหมึก เมื่อพูดถึงอำนาจและความชอบธรรม แน่นอนว่า ในทางหลักการและทฤษฎี คนที่มีอำนาจตามกฎหมายและมีเสียงประชาชนข้างมากสนับสนุนอยู่คือ ผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ดังนั้น หลังจากที่สภาปฏิรูปได้คำตอบแล้ว ถามว่า คุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตรเป็นนายกรัฐมนตรีที่มีอำนาจทางการเมืองจริงๆ แค่ไหน และเพียงใด ? และการตัดสินใจของคุณยิ่งลักษณ์ถือว่าอิสระเด็ดขาดในฐานะที่เป็น ส.ส. ที่ได้รับความไว้วางใจจาก ส.ส. เสียงข้างมากในสภา และเป็นนายกรัฐมนตรีหรือไม่และแค่ไหน ? หากสภาปฏิรูปคุยกันครบถ้วนกระบวนความแล้ว แต่การตัดสินใจของคุณยิ่งลักษณ์ไม่มีความหมาย เพราะต้องฟังการตัดสินใจของคุณทักษิณ การพูดคุยในสภาปฏิรูปก็ป่วยการ เพราะการต้องรอฟังคุณทักษิณของคุณยิ่งลักษณ์ก็เท่ากับว่าสภาปฏิรูปต้องรอฟังคุณทักษิณด้วย ดังที่คุณสุวัจน์ ลิปตพัลลภได้ตอบคำถามสื่อมวลชนที่ว่า สภาปฏิรูปควรต้องมี พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีด้วยหรือไม่ ? คุณสุวัจน์ตอบว่า ทุกท่านสามารถที่จะแสดงความคิดเห็นได้ในฐานะที่เป็นคนไทยเพื่อหาทางออกให้กับประเทศไทย (http://www.thairath.co.th/content/pol/365879) แน่นอนว่า การรับฟังความคิดเห็นของคุณทักษิณในฐานะคนไทยไม่ใช่เรื่องไม่สมควร แต่สำหรับคุณยิ่งลักษณ์ ความคิดเห็นของคุณทักษิณมีค่าเท่าเทียมเสมอภาคกับความคิดเห็นของคนไทยคนหนึ่ง หรือมีค่ามากกว่านั้น ? ความไว้วางใจและความหวังร่วมกันอย่างจริงจังต่อสภาปฏิรูปจะเกิดขึ้นได้ ก็ขึ้นอยู่กับการที่คุณยิ่งลักษณ์จะต้องพิสูจน์ให้สังคมทุกภาคส่วนประจักษ์ได้อย่าง “บูรณาการ” ว่า คุณยิ่งลักษณ์มีอิสระเด็ดขาดในการตัดสินใจและใช้อำนาจอันชอบธรรมทางการเมืองที่มีอยู่ในมือเพื่อเป้าหมายแห่งการปฏิรูปการเมืองอย่างแท้จริงเงื่อนไขสำคัญที่คุณยิ่งลักษณ์จะต้องแสดงให้เห็นคือ คุณยิ่งลักษณ์คุมพรรคเพื่อไทยได้จริงแค่ไหน ? คุณยิ่งลักษณ์คุมระบบราชการได้จริงแค่ไหน ? และคุณยิ่งลักษณ์เป็นที่รับฟังของมวลชนพี่น้องเสื้อแดงได้จริงแค่ไหน ? ทั้งนี้มิพักต้องพูดถึงพรรคประชาธิปัตย์และพันธมิตรฯ เพราะสองพวกหลังนี้ตั้งท่าจะไม่ฟังอยู่แล้ว และที่พวกเขาไม่ฟังเพราะเขาไม่เชื่อว่า คุณยิ่งลักษณ์เป็นนายกรัฐมนตรีจริงๆ ในทางปฏิบัติ เพราะพฤติกรรมทางการเมืองทุกวันนี้ของพรรคเพื่อไทยไม่ต่างจากสภาพ “ผีหัวขาด” ลำตัวอยู่ในสภา แต่หัวล่องลอยไปไหนก็ไม่รู้ ? อีกทั้งมีหลายหัวอีกต่างหาก หัวหนึ่งเป็น “หัวหน้าพรรค” (เป็น “หัว” แต่ในนาม ไม่มีบทบาทอิทธิพลนำใดๆ ต่อ ส.ส. พรรคในสภา และก็ไม่มีบทบาทอิทธิพลนำใดๆ ต่อคณะรัฐมนตรี) อีกหัวหนึ่งล่องลอยไปมาในต่างแดน แม้ว่าจะเป็นหัวที่มีน้ำหนักกว่าหัวใครในพรรค แต่ก็อยู่ห่างไกลเสียเหลือเกินและแถมยังไม่มีอำนาจตามกฎหมายด้วย ส่วนอีกหัวหนึ่งก็ไม่รู้ว่าจะอธิบายสภาพว่าเป็นหัวอะไรแน่ แต่ที่แน่ๆ ก็คือ ได้ชื่อว่าเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหาร-รัฐบาล เวลาถูกตั้งคำถามข้อสงสัย แต่ละหัวก็โยนกันไปกันมา บางครั้งบางหัวก็ประกาศว่าหัวข้าคือหัวจริง แต่บางครั้งก็บอกปัด ต้องแก้ไขสภาพ “ผีหัวขาด” นี้ให้ได้เสียก่อน สภาปฏิรูปจึงจะเป็นความหวังสำหรับสังคมไทย และผู้คนก็จะให้ความเห็นต่อสภาปฏิรูปในแบบสำรวจโพลล์ในแง่บวกเป็นจำนวนมากขึ้น
  • กรุงเทพธุรกิจ
  •  



    Mayjung

    ตอบกระทู้เมื่อ
    17 ก.ย. 2556
      ความคิดเห็นที่ 7
    "พฤติกรรมทางการเมืองทุกวันนี้ของพรรคเพื่อไทยไม่ต่างจากสภาพ “ผีหัวขาด” ลำตัวอยู่ในสภา แต่หัวล่องลอยไปไหนก็ไม่รู้ ? อีกทั้งมีหลายหัวอีกต่างหาก หัวหนึ่งเป็น “หัวหน้าพรรค” (เป็น “หัว” แต่ในนาม ไม่มีบทบาทอิทธิพลนำใดๆ ต่อ ส.ส. พรรคในสภา และก็ไม่มีบทบาทอิทธิพลนำใดๆ ต่อคณะรัฐมนตรี) อีกหัวหนึ่งล่องลอยไปมาในต่างแดน แม้ว่าจะเป็นหัวที่มีน้ำหนักกว่าหัวใครในพรรค แต่ก็อยู่ห่างไกลเสียเหลือเกินและแถมยังไม่มีอำนาจตามกฎหมายด้วย ส่วนอีกหัวหนึ่งก็ไม่รู้ว่าจะอธิบายสภาพว่าเป็นหัวอะไรแน่ แต่ที่แน่ๆ ก็คือ ได้ชื่อว่าเป็นหัวหน้าฝ่ายบริหาร-รัฐบาล เวลาถูกตั้งคำถามข้อสงสัย แต่ละหัวก็โยนกันไปกันมา บางครั้งบางหัวก็ประกาศว่าหัวข้าคือหัวจริง แต่บางครั้งก็บอกปัด ต้องแก้ไขสภาพ “ผีหัวขาด” นี้ให้ได้เสียก่อน สภาปฏิรูปจึงจะเป็นความหวังสำหรับสังคมไทย และผู้คนก็จะให้ความเห็นต่อสภาปฏิรูปในแบบสำรวจโพลล์ในแง่บวกเป็นจำนวนมากขึ้น

     
  • กรุงเทพธุรกิจ


  • หนอนไซเบอร์

    ตอบกระทู้เมื่อ
    17 ก.ย. 2556
      ความคิดเห็นที่ 8

    ภายหลังจากที่คณะประสานงานมวลชนพรรคประชาธิปัตย์ นำโดยคุณหญิงกัลยา โสภณพนิช พร้อมนายกนก วงศ์ตระหง่าน และนายกษิต ภิรมย์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเข้าพบ นพ.ประเวศ วะสี เพื่อขอความเห็นเกี่ยวกับการปฏิรูปประเทศ นพ.ประเวศ ให้ข้อคิดเห็นว่า พรรคการเมืองเป็นสถาบันที่มีความสำคัญ เพราะคนให้ความสนใจ แต่ต้องเป็นสถาบันที่มีความรู้ ความดี ซึ่งที่ผ่านมาเราควรใช้ทุนที่มีอยู่ในการสร้างให้ประเทศให้น่าอยู่ที่สุด แต่ตอนนี้กลับมีความเหลื่อมล้ำเกิดขึ้นสูงที่สุดในเอเชีย และตนก็ได้พูดคุยกับนายอานันท์ ปันยารชุน อดีตประธานคณะกรรมการปฏิรูปประเทศไทยโดยพบว่าไทยมีปัญหาโครงสร้างอำนาจที่ รวมศูนย์ทำให้ชุมชนอ่อนแอ ขณะเดียวกันการต่อสู้ทางการเมืองที่มีเดิมพันสูงทำให้เกิดการแข่งขันที่รุนแรง เพราะคนที่ชนะจะได้อำนาจทั้งหมด และเป็นการกินรวบประเทศ ส่งผลให้ระบบราชการอ่อนแอ เพราะรัฐใช้อำาจมากกว่าปัญญา และอาจทำให้รัฐเข้าสู่สภาวะล้มเหลวไม่สามารถแก้ปัญหาให้ประเทศได้ รวมทั้งทำให้ปัญหาคอร์รัปชันมีมากขึ้น เกิดการปฏิวัติรัฐประหาร ดังนั้นประเทศไทยต้องกระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่น ให้ประชาชนจัดการกันเองและมีโอกาสจัดการนโยบายหรือตัดสินใจของรัฐเรื่องที่เป็นสาธารณประโยชน์  "การปฏิรูปประเทศไทยต้องดำเนินการเป็น 3 เหลี่ยมที่เรียกว่า "3 เหลี่ยมเขยื้อนภูเขา" คือ 1.คณะกรรมการปฏิรูปประเทศไทย 2.เครือข่ายประชาชนปฏิรูปประเทศไทย และ 3.สมัชชาปฏิรูปประเทศไทย ซึ่งทั้ง 3 รูปแบบนั้นประชาชนจะมีส่วนร่วมได้อย่างแท้จริง และการปฏิรูปประเทศหากทำโดยพรรคการเมืองจะทำไม่ได้ เพราะจะมีขั้วตรงข้ามที่ไม่ชอบพรรคการเมืองมาต่อต้าน ทำให้ไม่ชอบกระบวนการปฏิรูป รัฐบาลควรเป็นผู้รับข้อเสนอจากประชาชนไปสู่การปฏิบัติ ดังนั้น ควรเริ่มจากเครือข่ายประชาชนขับเคลื่อนการปฏิรูป ส่วนพรรคการเมืองและสถาบันวิชาการควรมีบทบาทรับข้อเสนอจากเครือข่ายประชาชน และต้องทำความเข้าใจกับประชาชน"

    http://www.thairath.co.th/content/pol/370370



    คลื่นใต้น้ำ

    ตอบกระทู้เมื่อ
    17 ก.ย. 2556
      ความคิดเห็นที่ 9

    นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รองโฆษกพรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวถึงกรณีการเปิดตัวสภาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย 2556 ว่า วันนี้ชัดเจนว่าความคิดของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม มาถูกทางแล้ว และคิดได้เป็นคนแรก แสดงว่าสังคมไทยเห็นไปในทิศทางเดียวกัน ว่าประเทศไทยต้องปฏิรูป และการเมืองไทยต้องหันหน้ามาพูดคุยกัน ทำให้กลุ่มอื่นๆ ที่เป็นปฏิปักษ์กับรัฐบาล อาจจะมีทิฐิในการเข้าร่วม บ้างก็กลัวเสียหน้า เสียฟอร์ม เพราะไม่ได้ถือธงนำ จึงนำมาซึ่งการจัดเวทีปฏิรูปประเทศคู่ขนานกับรัฐบาลของกลุ่มต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นพรรคประชาธิปัตย์ กลุ่มพันธมิตร ที่มีการรวมกลุ่มกันของฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลต่างๆ แสดงว่าอย่างน้อยคนทั้งประเทศที่มีความขัดแย้ง แบ่งฝักแบ่งฝ่าย แต่ก็มีความคิดเห็นตรงกันแล้วหนึ่งอย่าง นั่นคืออยากเห็นการปฏิรูปประเทศ ปฏิรูปการเมือง เพื่อเดินหน้าไปสู่ความปรองดองสมานฉันท์ เป็นห่วงก็แต่เพียง เมื่อต่างฝ่ายต่างขับเคลื่อนแบบนี้ สุดท้ายจะลงเอยอย่างไร จะหาทางมาบรรจบกันได้หรือไม่ เพราะฉะนั้น ขอเรียกร้องให้แต่ละกลุ่มการเมือง เลิกทิฐิ เห็นแก่ประโยชน์บ้านเมือง หันหน้าเข้าหากัน ไม่ต้องคิดว่าใครจะได้หน้า แต่ให้เห็นแก่ผลประโยชน์ส่วนรวมของประเทศเป็นที่ตั้ง เพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญ

    http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1379410128&grpid=&catid=01&subcatid=0100



    kobkaew

    ตอบกระทู้เมื่อ
    18 ก.ย. 2556
      ความคิดเห็นที่ 10
    โรคระบาดใหม่ ใส่ยาผิดซอง!!!!
     
    “สุขุม” จี้ผู้บริหารสถานศึกษาเร่งทำวิทยฐานะ ชี้เป็นโอกาสพัฒนาตัวเองและใช้ความรู้บริหารจัดการศึกษา ย้ำเป็นเรื่องจำเป็นเพราะเป็นที่ยอมรับของสังคมและการมีวิทยฐานะสำคัญกว่าเงินค่าตอบแทน
    รศ.ดร.สุขุม เฉลยทรัพย์ ที่ปรึกษาอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต (มสด.) ในฐานะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา(ก.ค.ศ.) เปิดเผยว่า ตามที่ มสด.ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) ทำโครงการพัฒนาข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาก่อนแต่งตั้งให้มีและเลื่อนเป็นวิทยฐานะชำนาญการพิเศษและเชี่ยวชาญ เพื่อให้ผู้เข้าร่วมโครงการได้รับการพัฒนาเพิ่มพูนสมรรถนะในการปฏิบัติงานในหน้าที่และสามารถวิเคราะห์ สังเคราะห์ บทบาทหน้าที่ความรับผิดชอบและวางแผนพัฒนาคุณภาพการปฏิบัติงานได้ตามมาตรฐานวิทยฐานะนั้นทั้งนี้ ส่วนตัวมองว่าการมีวิทยฐานะมีความสำคัญและจำเป็นโดยเฉพาะสำหรับผู้บริหารสถานศึกษาที่ต้องเร่งพัฒนาตนเองให้มีวิทยฐานะเป็นที่ยอมรับในสังคม โดยเฉพาะในช่วงเวลานี้ ที่มีการพูดถึงเรื่องการจัดอันดับการศึกษาของประเทศในกลุ่มอาเซียน ที่ไทยถูกจัดอยู่ในอันดับที่ 8 แพ้ทั้งกัมพูชาและเวียดนาม แต่ขอว่าอย่าไปตื่นตระหนกหรือกังวลมากเกินไป อยากให้ผู้บริหารสถานศึกษาใช้วิกฤตินี้เป็นโอกาสในการพัฒนาตนเอง และนำความรู้ความสามารถที่มีอยู่ไปบูรณาการเพื่อบริหารจัดการศึกษาให้มีคุณภาพที่ดีขึ้น
          
            "วิทยฐานะของผู้บริหารสถานศึกษามีคุณค่ามากกว่าเงินค่าตอบแทนที่ได้รับ เพราะเป็นการแสดงให้เห็นถึงการยอมรับสถานะทางสังคมว่าอยู่ในระดับใด จึงอยากให้ผู้บริหารสถานศึกษาเห็นความสำคัญและเร่งทำวิทยฐานะ เพื่อฟื้นฟูความสามารถของตนเองและนำศักยภาพไปใช้ในการบริหารจัดการศึกษาและพัฒนาการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพและผู้บริหารที่ได้รับวิทยฐานะแล้วก็ควรนำความสามารถของตนเองออกมาใช้เพื่อบริหารจัดการสถานศึกษาและพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอนในโรงเรียนให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งหากทำได้เชื่อว่าจะส่งผลให้คุณภาพการศึกษาไทยดีขึ้นได้อย่างแน่นอน"รศ.ดร.สุขุมกล่าว !!!!


    Mayjung

    ตอบกระทู้เมื่อ
    18 ก.ย. 2556
      ความคิดเห็นที่ 11
    อ่านะ..มันตีความหมายง่ายๆ ทุกวันนี้ผู้บริหารไม่มีประสิทธิภาพเท่านั้นอย่าตื่นตระหนก สายผู้สอนต้องใช้วิกฤติที่ผู้บริหารตะแบงปั่นงานผลาญกระดาษนี้พัฒนาวิทยะฐานะตัวเองด้วยเช่นเดียวกัน หากทำได้เชื่อว่าจะส่งผลให้คุณภาพการศึกษาไทยดีขึ้นได้อย่างแน่นอน
     
    แซงแหลกแหกโค้งเลย ขยันคิดหาอะไรมาให้ครูคลายเครียดกันจังเนอะ


    กิ้วกิ้ว

    ตอบกระทู้เมื่อ
    18 ก.ย. 2556
      ความคิดเห็นที่ 12

         ลูกจ้าง สพฐ.กว่าพันคนยื่นหนังสือถึงรัฐบาลทวงถามเงินเพิ่มค่าครองชีพให้ได้เงินเดือน 15,000 บาท ก่อนสิ้นปีงบฯ 56 ระบุมีเงินงบฯรออยู่แล้วแต่เป็นคนละหมวดทำให้เบิกจ่ายไม่ได้

         ที่ทำเนียบรัฐบาล ตัวแทนสมาพันธ์เจ้าหน้าที่ธุรการโรงเรียนแห่งประเทศไทย และเครือข่ายลูกจ้างสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) กว่า 1,000 คน ได้ยื่นหนังสือร้องเรียนต่อนายจาตุรนต์ ฉายแสง รมว.ศึกษาธิการ เพื่อทวงถามความคืบหน้า เรื่องเงินเพิ่มค่าครองชีพตามนโยบายรัฐบาล วุฒิปริญญาตรี 15,000 บาท และวุฒิต่ำกว่าปริญญาตรี 9,000 บาท โดย น.ส.อรสุรางค์ จักรทุม รองประธานสมาพันธ์ฯกล่าวว่า ตามที่รัฐบาลมีนโยบายปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำสำหรับวุฒิปริญญาตรีที่เงินเดือนไม่ถึง 15,000 บาท โดยให้เพิ่มค่าครองชีพให้เป็น 15,000 บาท และผู้ที่มีวุฒิต่ำกว่าปริญญาตรีที่ได้รับเงินเดือนไม่ถึง 9,000 บาท จะเพิ่มค่าครองชีพให้ถึง 9,000 บาทนั้น ในส่วนของลูกจ้าง สพฐ.ที่มีทั้งหมด 65,300 กว่าคน ยังไม่มีใครได้รับเงินตามนโยบายดังกล่าวเลย ทั้งที่สพฐ.ได้ตั้งบประมาณของปีงบฯ 2556 รองรับไว้แล้ว แต่ยังไม่สามารถเบิกจ่ายได้ เนื่องจากลูกจ้างของ สพฐ.จ้างด้วยงบดำเนินงาน ขณะที่คณะรัฐมนตรี (ครม. ) อนุมัติในหลักการให้ปรับค่าตอบแทนตามนโยบายรัฐบาล เฉพาะลูกจ้างที่จ้างด้วยงบบุคลากร และขณะนี้ก็ใกล้จะสิ้นสุดปีงบฯ2556 แล้ว หากยังไม่มีการเบิกจ่ายเงินส่วนนี้จะต้องส่งคืนคลังซึ่งจะทำให้พวกตนเสียโอกาสในการรับเงินดังกล่าว

    “ด้วยเหตุนี้พวกเราจึงจำเป็นต้องออกมาเรียกร้องขอความเป็นธรรมดังกล่าว ซึ่งก่อนหน้านี้ก็เคยออกมาเรียกร้องหลายครั้งแล้ว และทุกครั้งก็จะได้รับคำตอบที่ทำให้มีความหวังเสมอ ซึ่งพวกเราก็รอแล้วรอเล่าแต่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทุกวันนี้กลุ่มลูกจ้างสพฐ.มีความเดือดร้อนอย่างมาก บางคนเคยทำงานได้เงินเดือน 2-3หมื่นบาท แต่ก็ยอมลาออกมาสมัครสอบเป็นลูกจ้างเพราะหวังว่าจะได้ทำงานอยู่ในภูมิลำเนา ได้อยู่กับครอบครัว ยอมทำงานหนักตำแหน่งธุรการบางคนต้องวิ่งรอก 2-3 โรงเรียน ได้เงินเดือน 9,140 บาทโดยไม่มีค่ารถหรือค่าใช้จ่ายอื่นให้ ทุกคนก็ทนทำเพราะหวังว่าจะได้เงินเดือน 15,000 บาท แต่จนบัดนี้ก็ยังไม่ได้”รองประธานสมาพันธ์กล่าว

         ด้าน นายวิชญ์ธพงษ์ พุ่มบุญภาคย์ ประธานสมาพันธ์ฯกล่าวภายหลังเข้าหารือกับนายจาตุรนต์ว่า นายจาตุรนต์รับปากว่าจะนำเรื่องนี้เข้าครม.ให้เร็วที่สุด โดยอย่างเร็วน่าจะเป็นสัปดาห์หน้า และหากไม่ทันก็เป็นต้นเดือน ต.ค.



    ครูพันธุ์แท้

    ตอบกระทู้เมื่อ
    18 ก.ย. 2556
      ความคิดเห็นที่ 13
    นายจาตุรนต์ ฉายแสง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่าครม.เห็นชอบตามที่ ศธ.เสนอร่างยุทธศาสตร์การพัฒนาศักยภาพสตรีในสถานศึกษา (พ.ศ.2556-2559) เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถนำหลักการ กลยุทธ์ของยุทธศาสตร์ฯดังกล่าวไปดำเนินการเพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลในการพัฒนาสตรีไทยให้มีสุขภาพดี มีความรอบรู้ ทันการเปลี่ยนแปลงของโลก โดยสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) ได้นำนโยบายด้านการพัฒนาสตรี ซึ่งเป็นภารกิจเร่งด่วนของรัฐบาลมาเป็นหลักในการจัดทำ รวมทั้งนำหลักการ แนวคิดของแผนพัฒนาสตรีในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 11 (พ.ศ.2555-2559) และนโยบายในการจัดตั้งกองทุนพัฒนาบทบาทสตรีมาบูรณาการและกำหนดแนวทางการพัฒนายุทธศาสตร์การดำเนินงานพัฒนาศักยภาพเยาวชนสตรีใน 3 ส่วนคือ การพัฒนาทางด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์ การพัฒนาความรู้และทักษะอาชีพเชิงเศรษฐกิจ และการสร้างภูมิคุ้มกันครอบครัวและตนเอง
          
           นายจาตุรนต์ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ เมื่อเร็วๆ นี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้ ศธ.ไปดูปัญหาเรื่องการศึกษาทางเลือก ว่าในทางปฏิบัตินั้น ศธ.ได้ให้บริการทางการศึกษาเป็นไปตามมาตรา 49 วรรค 3 กำหนดให้ การจัดการศึกษาอบรมขององค์กรวิชาชีพหรือเอกชน การศึกษาทางเลือกของประชาชน การเรียนรู้ด้วยตนเอง และการเรียนรู้ตลอดชีวิต ย่อมได้รับการคุ้มครองและส่งเสริมที่เหมาะสมจากรัฐ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 และ พ.ศ.2550 หมวด 3 สิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทยหรือไม่ ขณะเดียวกัน ยังเกี่ยวข้องกับ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 หมวด 2 สิทธิและหน้าที่ทางการศึกษา มาตรา 12 กำหนดให้ นอกเหนือจากรัฐ เอกชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ให้บุคคล ครอบครัว องค์กรชุมชน องค์กรเอกชน องค์กรวิชาชีพ สถาบันศาสนา สถานประกอบการ และสังคมอื่น มีสิทธิมีสิทธิในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานด้วย จึงขอให้ ศธ.ไปดู
          
           “ที่ผ่านมาในส่วนของ ศธ.นั้นได้ดำเนินการออกกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้องไปแล้ว 5 ฉบับ แต่จะไปดูเพิ่มเติมว่ามีอะไรบ้างที่จะต้องดำเนินการ หรือเร่งดำเนินการซึ่งจะเชิญสมาคมสภาการศึกษาทางเลือก มาแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เพื่อแก้ปัญหาร่วมกัน ซึ่งนอกจากประเด็นนี้ นายกฯ ยังมีความห่วงใยกรณีที่ผลการจัดอันดับทางด้านการศึกษาของประเทศไทยตกต่ำลงเรื่อยๆ โดยขอให้ ศธ.เร่งแก้ปัญหาร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ซึ่งในวันที่ 22 ก.ย.นี้ ศธ.จะจัดเสวนาระดมความคิดเห็นเรื่องการปฏิรูปการศึกษาจากหน่วยงานภายนอก ทั้งองค์กรเอกชน และผู้สนใจโดยจะเชิญสภาพัฒน์ เข้าร่วมเสวนาเพื่อหาแนวทางแก้ปัญหาร่วมกันด้วย”นายจาตุรนต์ กล่าว


    สันติชน

    ตอบกระทู้เมื่อ
    19 ก.ย. 2556
      ความคิดเห็นที่ 14
    "การแก้ปัญหาจะเป็นเพียงกลุ่มชั้นนำไม่ได้ ต้องให้ภาคประชาชนรวมพลังผลักดันปรับโครงสร้างอำนาจใหม่ เพื่อแก้ปัญหาประเทศไทยทั้งระบบ เพื่อสร้างสังคมไทยให้เป็นสังคมประชาธรรม ให้ความสำคัญกับสิทธิทางสังคม อันมีความสำคัญอย่างใกล้ชิดกับการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่เป็นของประชาชนอย่างแท้จริง"


    สันติชน

    ตอบกระทู้เมื่อ
    08 ต.ค. 2556
      ความคิดเห็นที่ 15
    กลุ่มกองทัพประชาชนโค่นระบอบทักษิณ (กปท.) นำโดยกลุ่มเสนาธิการร่วม อาทิ นายไทกร พลสุวรรณ, พล.อ.ปรีชา เอี่ยมสุพรรณ และ พล.ร.อ.ชัย สุวรรณภาพ นำมวลชนที่ปักหลักชุมนุมอยู่บริเวณสวนลุมพินีบางส่วน มาปักหลักชุมนุมที่ด้านหน้าทำเนียบรัฐบาล บริเวณเชิงสะพานชมัยมรุเชฐ โดยมีการใช้รถบรรทุกที่ดัดแปลงติดเครื่องขยายเสียงเป็นเวทีปราศรัยชั่วคราว ซึ่งเนื้อหาการปราศรัยได้โจมตีการทำงานของรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงเช้า อีกทั้งมีการปิดเส้นทางจราจร ถ.พิษณุโลก ด้านหน้าทำเนียบรัฐบาล 2 ช่องทางจราจร ท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยจากเจ้าหน้าที่ตำรวจปราบจลาจล 400 นาย

        พล.ร.อ.ชัยแถลงจุดยืนการเคลื่อนไหว หลังนำมวลชนเคลื่อนย้ายจากการชุมนุมที่สวนลุมพินีมายังทำเนียบรัฐบาล ว่า เหตุผลของการชุมนุมครั้งนี้  เพราะไม่เห็นด้วยกับการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาล ที่ไม่เห็นแก่ประโยชน์ของประชาชน แต่เอื้อประโยชน์ต่อพวกพ้อง โดยเฉพาะการแก้ไขรัฐธรรมนูญเรื่องที่มาของ ส.ว.ในวาระ 3 ที่ก่อนหน้านี้มีการยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญ แต่นายกฯ ไม่ฟังเสียงประชาชน ยืนยันจะทูลเกล้าฯ ถวาย พวกตนเห็นว่าไม่เหมาะสม และรัฐบาลมีเจตนาละเมิดสถาบัน อีกทั้งรัฐบาลไม่เร่งที่จะแก้ไขปัญหาเขตชายแดนไทย-กัมพูชา ดังนั้นการชุมนุมของ กปท.ก็เพื่อประท้วงการทำงานของรัฐบาล  หยุดพฤติกรรมที่จะให้ประเทศชาติเดินหน้าไปด้วยกระบวนการไม่ชอบด้วยกฎหมาย
        ด้าน พล.อ.ปรีชากล่าวว่า ตนเป็นกองหน้าที่ทนไม่ไหวต่อพฤติกรรมก้าวล่วงพระบรมเดชานุภาพ จึงขอปักหลักชุมนุมอยู่ที่นี่โดยสงบ และจะอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมาย  เพื่อรอประชาชนที่ไม่เห็นด้วยกับพฤติกรรมรัฐบาลมาร่วมชุมนุม เพื่อให้รัฐบาลเห็นว่ามีมวลชนที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลจำนวนมาก และที่สำคัญ กปท.ขอเรียกร้องให้รัฐบาลดูแลเรื่องดินแดน โดยเร่งดำเนินการแก้ปัญหาเรื่องข้อพิพาทปราสาทพระวิหาร ก่อนที่ศาลโลกจะมีคำพิพากษา ทั้งนี้ ถ้ารัฐบาลต้องการให้ กปท.ยุติการชุมนุม ให้ส่งตัวแทนที่มีอำนาจตัดสินใจออกมาเจรจาหารือทางออกร่วมกัน

         ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลัง กปท.ประกาศปักหลักชุมนุมค้างคืนบริเวณด้านข้างทำเนียบรัฐบาล บนถนนพิษณุโลก มีประชาชนและกลุ่มผู้สนับสนุนแนวร่วม ได้ทยอยเดินทางเข้าร่วมฟังการปราศรัยในบริเวณดังกล่าวมากขึ้นกว่าช่วงบ่าย  โดยบรรยากาศบนเวทีมีการปราศรัย สลับการแสดงดนตรี เป็นระยะๆ ตลอดเวลา ทั้งนี้ มีการนำรถกระบะเกือบ 10 คัน มาจอดไว้บนถนนพิษณุโลก ปิดการจราจรทั้งหมด 3 ช่องทาง  ให้เหลือเพียง 1 ช่องทางเท่านั้น ส่งผลให้การจราจรทั้ง 2 ฝั่งถนนค่อนข้างติดขัด สัญจรได้ช้า รวมทั้งมีการตั้งเต็นท์บนทางเท้าเพื่อพักค้างแรมด้วย
          
        ผู้สื่อข่าวให้ข้อสังเกตว่า การเคลื่อนมวลชนของ กปท. เพื่อล้อมทำเนียบฯ ในครั้งนี้ ไม่มีการเปิดเผยวันเวลาให้ทราบล่วงหน้า ต่างไปจากการเคลื่อนไหวที่ผ่านมา ที่จะมีการแถลงข่าวประกาศการเคลื่อนไปยังจุดต่างๆ อย่างชัดเจน จึงทำให้ครั้งนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ทราบล่วงหน้า และไม่สามารถสกัดกั้นการล้อมทำเนียบฯ ไว้ได้ จนผู้ชุมนุมสามารถยึดประตู 3 ประตู 4 ได้

        แหล่งข่าวเผยว่า การเคลื่อนของ กปท.ครั้งนี้ เพื่อเตรียมพร้อมกับสถานการณ์ใหญ่ โดยเฉพาะคำสั่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ในกรณีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาหลังรับคำร้อง โดยแกนนำ กปท.วิเคราะห์ว่า จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญทางการเมือง
        ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า กลุ่มนักศึกษาอาชีวะกว่า 30 คน ได้คอยดูแลทางเข้าออกบริเวณสะพานชมัยมรุเชฐ โดยบางส่วนได้ทำการโพกผ้าปิดหน้า ถือกระบองและธงชาติ ยืนเรียงหน้ากระดานตามแนวรั้วกั้นเพื่อสังเกตสถานการณ์
        ขณะที่บนเวทีมีการปราศรัยโจมตีนายกรัฐมนตรี รวมถึงตระกูลชินวัตร และการทำงานที่ล้มเหลวของรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจมีการสลับเปลี่ยนเวรประจำการในพื้นที่ดังกล่าวเป็นระยะ.
     


    สมัครสมาชิกเพื่อใช้งานเว็บบอร์ด คลิกที่นี่ /  เข้าสู่ระบบ


    Copyright © 2012 Neric-Club.Com All Rights Reserved