Neric-Club.Com
  สารบัญเว็บไซต์
  ทรัพยากรคลับ
  พิพิธภัณฑ์หุ่นกระดาษ
  เปิดประตูสู่อาเซียน@
  พันธกิจขยายผล
  ชุมชนคนสร้างสื่อ
  ห้องภาพ/ห้องเพลง
  คลีนิคสุขภาพ
  บริหารจิต
  ห้องข่าว
   นิตยสารออนไลน์
  วรรณกรรมเพื่อเยาวชน
  ลมหายใจของใบไม้
  เรื่องสั้นปันเหงา
  อังกฤษท่องเที่ยว
  อนุรักษ์ไทย
  ศิลปวัฒนธรรมไทย
  ต้นไม้ใบหญ้า
  สายลม แสงแดด
  เตือนภัย
  ห้องทดลอง
 
   มุมเบ็ดเตล็ด
  เพลงหวานวันวาน
  คอมพิวเตอร์
  ความงาม
  รักคนรักโลก
  วิถีพอเพียง
  สัตว์เลี้ยง
  ถนนดนตรี
  ตามใจไปค้นฝัน
 
 

'องค์ความรู้ในโลกนี้มีมากมาย
เหมือนใบไม้ในป่าใหญ่
มนุษย์เราเรียนรู้ได้
แค่ใบไม้หนึ่งกำมือของตนเอง
ผู้ใดเผยแผ่ความรู้
อันเป็นวิทยาทานแก่ผู้อื่น
นั่นคือกุศลอันใหญ่ยิ่ง'
 
องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า

สถิติผู้เยี่ยมชมเวปไซต์
8883182  

กระดานแสดงความคิดเห็น
สมัครสมาชิกเพื่อใช้งานเว็บบอร์ด คลิกที่นี่ /  เข้าสู่ระบบ    

KROOPAD

ตั้งกระทู้เมื่อ
23 ส.ค. 2557
  ต้นเเบบชุมชน 'ปฏิญญาพัฒนาเด็กปฐมวัย'

natdanai2010857

 
 
การบริหารประเทศให้บรรลุเป้าหมายเพื่อประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติและประชาชน จำเป็นต้องได้รับความร่วมมือ และการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงจากทุกภาคส่วน ด้วยการทำ “นโยบายสาธารณะ” ที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรม ซึ่งนโยบายที่ดีต้องเปิดกว้างให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องสามารถตอบรับและตอบสนองต่อข้อเสนอแนะทุกข้อเสนออย่างไม่มีข้อจำกัด

ซึ่งปัจจุบันการทำ “นโยบายสาธารณะ” ยังขาดมิติที่หลากหลาย ไม่สอดคล้องกับสภาพสังคมที่ซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว วันนี้จึงเกิดชุมชนท้องถิ่นที่ลุกขึ้นมาใช้กระบวนการจัดทำนโยบายที่มีประสิทธิภาพเป็นเครื่องมือในการสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชนที่แท้จริง คือ เทศบาลตำบลวังผาง อำเภอเวียงหนองล่อง จังหวัดลำพูน

ด้วยบริบทของเทศบาลตำบลวังผาง วิถีชีวิตยังมีความเป็นชุมชนดั้งเดิมเป็นพี่เป็นน้อง ผูกพันแน่นแฟ้นและยังคงรักษาไว้ซึ่งวัฒนธรรม ประเพณีที่ดีงาม ความเป็น “บวร” บ้าน วัด โรงเรียน องค์ประกอบสำคัญในสังคมยังคงรักษาไว้ได้ จึงได้เห็นภาพคนเฒ่า คนแก่ จูงลูกจูงหลานเดินเข้าวัดทำกิจกรรมร่วมกันของคนในชุมชนนั่งพื้นกินข้าวขันโตก อาหารพื้นเมือง แต่งกายเรียบร้อยเหมาะสม หลายคนยังคงใส่ผ้าพื้นเมือง รอบนอกบริเวณวัด ซึ่งเป็นชุมชนที่มีความเป็นธรรมชาติร่มรื่นสวยงาม ไม่มีความเป็นเมืองที่จะเห็นร้านเกม ร้านโทรศัพท์ ร้านสะดวกซื้อ ร้านเสื้อผ้าวัยรุ่น เป็นความงดงามและหายากในยุคสมัยนี้ องค์ประกอบเหล่านี้ที่ชาววังผางหวงแหนและนำมาเป็นประเด็นนโยบายสาธารณะโดยเน้นไปที่เรื่องอัตลักษณ์และโครงสร้างทางสังคมที่ดำรงอยู่ในวิถีชีวิติประจำวันของตนเอง

“183 ปี ที่ตำบลวังผางร่วมแรงร่วมใจสร้างบ้านแปงเมืองดำรงสืบทอดความสงบร่มเย็นจากรุ่นสู่รุ่น จวบจนปัจจุบันสังคมเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จนชุมชนต้องมีการเรียนรู้และปรับตัว ชาววังผางตระหนักดีว่าอนาคตต่อไปของบ้านเรา ขึ้นอยู่กับลูกหลานของเราในวันนี้ หากเราสามารถดูแลลูกหลานของเราให้มีการเติบโตอย่างมีคุณภาพ ตำบลวังผางของเราก็จะเป็นตำบลที่น่าอยู่ต่อไป” พระมหาจำลอง กฺลยาณสิริ เจ้าอาวาสวัดดงหลวง กล่าวถึงจุดเริ่มต้นของการร่วมแรงร่วมใจความตั้งใจที่มีพลังของชาวตำบลวังผางทุกคน จึงสามารถร่วมกันพัฒนาได้ถึงวันนี้

“ปฏิญญาปฐมวัยเพื่อลูกหลานวังผาง” ประเด็นนโยบายสาธารณะ จากการร่วมกันสำรวจทุนและศักยภาพศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเทศบาลตำบลวังผาง โดยคณะครูศูนย์พัฒนาเด็กเล็กและเทศบาลตำบลวังผางร่วมกับคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ภายใต้โครงการสร้างเสริมศักยภาพชุมชนท้องถิ่นในการดูแลเด็กวัย 2-5 ปี: พื้นที่ภาคเหนือ ที่สำนักสนับสนุนสุขภาวะเด็ก เยาวชนและครอบครัว สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ให้การสนับสนุน

ผศ.ดร.อุษณีย์ จินตะเวช ผู้จัดการโครงการฯ กล่าวว่า การดูแลเด็กปฐมวัยยังมีความจำเป็นจะต้องพัฒนาและปรับเปลี่ยนในหลายด้านเพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานและหลักวิชาการ ทั้งในด้านสถานที่ ความปลอดภัย สภาพแวดล้อม การส่งเสริมพัฒนาการ และการดูแลสุขภาพ รวมทั้ง การบริหารจัดการและการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองและชุมชน เพื่อพัฒนาศูนย์พัฒนาเด็กเล็กให้เป็นต้นแบบด้านการดูแลเด็กปฐมวัย โดยเน้นการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในพื้นที่และหนุนเสริมด้วยการสนับสนุนจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ระบบบริการสาธารณสุขระดับปฐมภูมิและระบบสนับสนุนด้านการศึกษา ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการยกระดับคุณภาพและมาตรฐานการดูแลเด็กปฐมวัยอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน แต่ประเด็นสำคัญคือ ผู้บริหารท้องถิ่นที่รับถ่ายโอนมาให้ดูแลศูนย์เด็กเล็ก ยังขาดความเข้าใจในระบบการดูแล คัดกรอง ประเมิน ฟื้นฟู และส่งเสริมให้เด็กมีพัฒนาการที่เหมาะสมตามวัย

นายจรัญ ดวงสะเก็ด นายกเทศมนตรีตำบลวังผาง กล่าวว่า ด้วยความเป็นผู้นำท้องถิ่นจึงเล็งเห็นปัญหาความทุกข์ของชาวบ้าน ทุกเพศ ทุกวัย ตั้งแต่เกิดจนถึงเชิงตะกอน โดยลงสำรวจปัญหาเพื่อวิเคราะห์ข้อมูลชุมชน แล้วนำมาจัดทำนโยบายสาธารณะ ดึงองค์ประกอบของสังคมที่มีส่วนสำคัญ โดยนำคุณภาพชีวิตลูกหลานเป็นเป้าหมาย เพราะอยากเห็นลูกหลานเติบโตเป็นคนดี แล้วกลับมาพัฒนาชุมชนของตนเอง ฉะนั้น ปฐมวัย ตั้งแต่แรกเกิด-5 ปี จึงเป็นวัยที่มีความสำคัญอย่างยิ่งเพราะเด็กจะมีการพัฒนาอย่างรวดเร็วทั้งด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคมและสติปัญญา ซึ่งเป็นพื้นฐานของการเจริญเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพต่อไป ดังนั้น เป้าหมายความสำเร็จจะเกิดได้ ทุกคนต้องพร้อมใจลงมือทำร่วมกัน

“ทุกวันนี้เด็กปฐมวัยมีพัฒนาการล่าช้าเพิ่มมากขึ้น อีกทั้งไม่ได้รับการส่งเสริมพัฒนาการเท่าที่ควร มีปัญหาสุขภาพ มีปัญหาโภชนาการ โรคติดต่อ อันตรายจากอุบัติเหตุ เมื่อทุกคนรับทราบปัญหาก็กลับมาตั้งโจทก์ เพื่อให้ทุกภาคส่วนได้มาร่วมกันรับผิดชอบงานในแต่ละส่วนและทำงานประสานเชื่อมโยงกันที่มุ่งสู่เป้าหมายที่อยากเห็นลูกหลานชาววังผางเติบโตแข็งแรงทั้งร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคม และสติปัญญา ซึ่งในชุมชนของวังผางมีผู้นำ ผู้สูงอายุ และปราชญ์ชาวบ้านที่มีความรู้ และพร้อมที่จะถ่ายทอดองค์ความรู้ทางวัฒนธรรม ประเพณีที่มีคุณค่าให้กับลูกหลานจากรุ่นสู่รุ่นต่อไป” นายจรัญ กล่าว

นางเบญญาภา ก่อพงศ์โชติสิน หัวหน้าศูนย์เด็กเล็กเทศบาลตำบลวังผาง กล่าวว่า ระยะ 1 ปี ที่ผ่านมาด้วยศักยภาพและทุนที่มีอยู่อย่างจำกัด ดังนั้น การพัฒนาแบบก้าวกระโดดเพื่อความเป็นเลิศใน 5 ระบบ จึงเป็นความรับผิดชอบที่ค่อนข้างหนัก แต่ก็เป็นความภูมิใจของครูทุกคนที่สามารถพัฒนาศักยภาพของตนเองได้ โดยครูทุกคนมาร่วมคิดร่วมออกแบบแบ่งหน้าที่รับผิดชอบพัฒนาทั้ง 5 ระบบ ร่วมกับคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่และทีมสหวิชาชีพมาช่วยขับเคลื่อนคุณภาพ ศพด.วังผาง

ขณะนี้ ศพด.วังผางเปิดสอนระดับเนิสเซอรี่มีครู 4 คน เด็กนักเรียน 47 คน ระดับเตรียมอนุบาลมีครู 2 คน นักเรียน 48 คน จึงประสบปัญหาครูไม่เพียงพอต่อการดูแลเด็ก อาคารสถานที่คับแคบ ฉะนั้น จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องชี้แจงให้กับพ่อแม่ ผู้ปกครอง ผู้นำท้องถิ่น ท้องที่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องและประชาชนทุกคนในพื้นที่เข้ามาร่วมรับรู้รับทราบปัญหาเพื่อช่วยกันแสดงความคิดเห็นเติมเต็มในส่วนที่ขาด ประเด็นสำคัญที่ ศพด.วังผางพบคือเด็กบางคนไม่ได้อยู่กับพ่อแม่ แต่อยู่กับปู่ย่าตายายที่อายุมากและไม่สะดวกที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรมต่างๆ ของ ศพด. ครูจึงใช้วิธีการลงไปเยี่ยมบ้าน ใช้การกระจายความรู้ไปยังผู้นำในชุมชน เพื่อช่วยกันส่งต่อยังพื้นที่ได้ทั่วถึง เพราะพ่อแม่ ผู้ปกครองคือคนสำคัญที่จะส่งเสริมพัฒนาการเจริญเติบโตของเด็ก

นายฤาชัย กันทาดง กำนันตำบลวังผาง กล่าวอีกว่า การดูแลเด็กปฐมวัยเป็นเรื่องที่ “รอ” ไม่ได้ คณะผู้บริหารเทศบาลตำบลวังผางและพนักงานสมาชิกสภาเทศบาลตำบลวังผาง คณะครูศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก คณะสงฆ์วัดดงหลวง วัดดงเหนือ กำนันตำบลวังผาง ผู้ใหญ่บ้านทั้ง 10 หมู่บ้าน กลุ่มผู้สูงอายุ ปราชญ์ชาวบ้าน ผู้ปกครอง โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลวังผาง และโรงพยาบาลเวียงหนองล่อง จึงได้ร่วมกันระดมความคิดเห็นเพื่อปรับปรุงการดูแลเด็กปฐมวัยจนตกผลึก

โอกาสนี้ ถึงเวลาแล้วที่คนพื้นที่ตำบลวังผาง จะรุกขึ้นมาแสดงพลังความพร้อมเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตลูกหลานของตนเอง ให้เติบโตขึ้นมาเป็นประชากรที่มีคุณภาพ ในฐานะตัวแทนชาวบ้านตำบลวังผางขอประกาศ “ปฏิญญาปฐมวัยเพื่อลูกหลานวังผาง” ดังนี้

1.เราจะร่วมกันพัฒนา “ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเทศบาลตำบลวังผาง” ให้เป็นไปตามมาตรฐานและหลักวิชาการ ใน 5 ระบบ คือ 1)ระบบริหารจัดการ 2)ระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม 3)ระบบการจัดหลักสูตรการจัดประสบการณ์เรียนรู้ 4)ระบบการดูแลสุขภาพ และ5)ระบบการมีส่วนร่วมของครอบครัวและชุมชน

2.เราจะร่วมกันดำเนินการตามข้อเสนอที่ระบุไว้ในท้ายปฏิญญานี้ และจะรายงานผลให้ประชาคมวังผางทราบภายใน 1 ปี

3.เราจะร่วมกันทบทวนและจัดทำข้อเสนอเพื่อพัฒนา “ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเทศบาลตำบลวังผาง” และเด็กปฐมวัยในตำบลวังผางร่วมกันทุกปี และ

4.เทศบาลตำบลวังผางจะตั้งคณะทำงานเพื่อดำเนินการและติดตามผลตามปฏิญญาต่อไป

“เรามุ่งหวังว่าปฏิญญานี้ จะเป็นสิ่งที่ทำให้ลูกหลานของเรา มีการเจริญเติบโตพัฒนาการสมวัยและมีสติปัญญาที่ดี” ประกาศ เมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2557 ณ วัดดงหลวง คำประกาศก้อง กังวานไปทั่ววัดดงหลวง มีประชาชน ชาววังผางเป็นสักขีพยาน

หากทุกคนยังลงความเห็นว่า เด็กในวันนี้ คือผู้ใหญ่ที่จะมาแทนที่ในวันหน้า จงหันกลับไปมองเด็กและเยาวชนในพื้นที่ เราจะสร้างอนาคตของเราอย่างไร เฉกเช่นเดียวกับวังผางหรือไม่ คำตอบนี้ อยู่ที่คุณ.

 ขอบคุณที่มา http://www.isranews.org/



Krootanoi

ตอบกระทู้เมื่อ
23 ส.ค. 2557
  ความคิดเห็นที่ 1

การดูแลเด็กปฐมวัยเป็นเรื่องที่รอไม่ได้จริงค่ะ อยากให้ปฏิญญานี้ก้องกังวานไปทุกหนแห่งและร่วมแรงร่วมใจร่วมมือปฎิบัติให้เกิดผลจริง ทำได้อย่างนี้ทุกพื้นที่ อนาคตไทยงดงามแน่นอน



ครูพันธุ์แท้

ตอบกระทู้เมื่อ
24 ส.ค. 2557
  ความคิดเห็นที่ 2
เรารู้กันดีว่าช่วงระยะเวลาที่สำคัญที่สุดสำหรับการเรียนรู้ของมนุษย์คือแรกเกิดถึง 7 ปี  การส่งเสริมหลังจากวัยนี้นับได้ว่าช้าไปแล้ว เพราะการพัฒนาสมองของมนุษย์ในช่วงวัยนี้จะพัฒนาไปถึง 80 % ของผู้ใหญ่  การจัดการเรียนรู้ให้เหมาะสมกับวัยของเด็ก  ให้เด็กเรียนรู้ผ่านการเล่น  เรียนรู้อย่างมีความสุข  จัดสภาพแวดล้อมให้เหมาะสม เด็กจะพัฒนาศักยภาพสมองของเขาได้อย่างเต็มความสามารถ ปฐมวัยจึงเป็นช่วงที่ควรได้รับการสนับสนุนยกระดับให้มีคุณภาพอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน


k.juy

ตอบกระทู้เมื่อ
25 ส.ค. 2557
  ความคิดเห็นที่ 3
มีบทความมาฝากครับ
 


nanfahthai

ตอบกระทู้เมื่อ
25 ส.ค. 2557
  ความคิดเห็นที่ 4
อีก 10 ปีข้างหน้าประเทศไทยจะมีครูที่เกษียณอายุราชการประมาณ 180,000 คน
รูปแบบและภาพลักษณ์ครูคงเปลี่ยนโฉมใหม่ "ครูที่ดีเป็นโอกาสที่ทำให้การปฏิรูปการศึกษาเกิดขึ้นจริง" วิกฤตหรือโอกาสก็ไม่อาจล่วงรู้ได้


เจ_เจ

ตอบกระทู้เมื่อ
25 ส.ค. 2557
  ความคิดเห็นที่ 5

การคัดเลือกคนเพื่อให้ได้ครูที่ดีจึงเป็นความท้าทายและเร่งด่วนมากในระยะเวลา 5-10 ปีอย่างที่ดร.ถึงชูธงว่าไงเล่าคะ ตามมาด้วยการปรับหลักสูตรการเรียนการสอน ให้มีการปฏิรูปให้ทันกับโลกแห่งศตวรรษที่ 21 ที่ต้องมีความคิดสร้างสรรค์ มีคุณลักษณะที่ต้องมีความยืดหยุ่น ขณะเดียวกัน ก็ต้องมีวินัย และสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง คลื่นลูกใหม่ใหม่โถมมาโครมๆ มีคุณลักษณะที่ว่าพร้อมเพียบ!! แค่สร้างสรรค์อย่างเดียวก็หายห่วง



บัวบก

ตอบกระทู้เมื่อ
25 ส.ค. 2557
  ความคิดเห็นที่ 6

การพัฒนาเด็กตั้งแต่วัยแรกเข้าเรียนเป็นเรื่องสำคัญเหมือนการปลูกพืชพันธุ์ที่ต้องเตรียมความพร้อมตั้งแต่เริ่มเพาะปลูก การเตรียมดินเพื่อให้ต้นกล้าแข็งแรง งอกงาม ทนต่อโรคและสภาพแวดล้อม ต้นกล้าเติบโตงอกงามมีภูมิคุ้มกันที่ดีเพราะการอนุบาลฉันใด เด็กเติบใหญ่ก็จะเจริญงอกงามมีวุฒิภาวะ เป็นผู้ใหญ่ที่ศักยภาพฉันนั้น แต่ทั้งนี้พืชทุกเผ่าพันธุ์ก็ต้องได้รับการเอาใจใส่ดูแลต่อยอด บำรุงรักษา ต้นกล้าแข็งแรงแต่ไม่รดน้ำพรวนดินเลยมันก็ไม่งอกงามได้ ระบบความร่วมมือ ครอบครัว ชุมชนและสภาพแวดล้อมอย่างต้นแบบนี้ต่างหากที่จะทำให้พัฒนาศักยภาพเด็กได้ยั่งยืน



unknown

ตอบกระทู้เมื่อ
25 ส.ค. 2557
  ความคิดเห็นที่ 7

ชื่นชมกับนโยบายนี้และเห็นด้วยกับคุณครูบัวบกค่ะ วัยเด็กคือพื้นฐานของการเจริญเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพ ผู้ปกครองคือคนสำคัญที่จะส่งเสริมพัฒนาการเจริญเติบโตของเด็ก จากประสบการณ์ที่คลุกคลีอยู่กับทั้งผู้เรียน ผู้สอนและผู้ปกครองสังเกตว่าพฤติกรรมของเด็กขึ้นอยู่กับการเลี้ยงดูจริง เราพบว่าเด็กเก่งจำนวนไม่น้อยที่มาจากครอบขาดแคลนที่มีความทะเยอทะยานสูง มีสัญชาตญานการแข่งขันมากกว่าสร้างสรรค์  อยากได้ อยากมี อยากเป็น  เมื่อกอรปกับสังคมการแข่งขันและสิ่งแวดล้อมแบบประกวดประขันเบียดเสียดกันเด่นดัง ทำให้เกิดสังคมใหม่ที่เห็นแก่ตัว ดังนั้นสิ่งหนึ่งที่เร่งด่วนมากกว่าน่าจะเป็นการปลูกฝังคุณลักษณะที่ดีมากกว่าค่ะ



K.TC

ตอบกระทู้เมื่อ
25 ส.ค. 2557
  ความคิดเห็นที่ 8
"ปัจจุบัน จากข้อมูลที่มีพบว่างบประมาณจำนวน 100 บาท เมื่อตกไปถึงนักเรียนมีจำนวนเพียง 3 บาทเท่านั้น ซึ่งส่วนที่หายไปคือค่าบริหารจัดการ, ค่าวัสดุอุปกรณ์, ค่าครุภัณฑ์, สิ่งก่อสร้าง และค่าอื่น ๆ อีกมากมาย "
มันแรงนะ


ครูทะเล

ตอบกระทู้เมื่อ
25 ส.ค. 2557
  ความคิดเห็นที่ 9

ก็นั่นแหล่ะถึงจำเป็นต้องมีการกระจายอำนาจให้กับท้องถิ่นในการจัดการศึกษาด้วยตนเองพร้อมกับปรับเปลี่ยนวิธีการจัดสรรงบประมาณให้ลงไปในจังหวัด ซึ่งต้องทำอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ในระยะ 5 ปีแรกที่จะต้องเตรียมความพร้อมของคนและดำเนินการนำร่องในรายจังหวัด ถ้าไม่มีตัวแปรอิ่นๆมาแทรกแซงมันก็น่าจะดี



na_na

ตอบกระทู้เมื่อ
25 ส.ค. 2557
  ความคิดเห็นที่ 10
เห็นด้วยกับการเพิ่มเติมองค์ความรู้และนวัตกรรมลงไปในท้องถิ่น โดยให้มหาวิทยาลัยฝ่ายผลิตในพื้นที่เป็นพี่เลี้ยงคอยดูแล มีการสำรวจข้อมูลของครูหรือบุคคลากรที่ตนผลิตในรายจังหวัด เพื่อให้รู้ถึงจำนวนของเด็กและบุคคลากร เพื่อจะช่วยเหลือและจัดการเรียนได้อย่างตรงประเด็น ซึ่งหากจัดการศึกษาด้วยวิธีการแบบนี้จะสะท้อนให้เห็นถึงคุณภาพการศึกษาที่ดีของประเทศ ทั้งตัวนักเรียน โรงเรียน และครู"


witjung

ตอบกระทู้เมื่อ
25 ส.ค. 2557
  ความคิดเห็นที่ 11
ชื่นชมกับชุมชนท้องถิ่นที่ลุกขึ้นมาใช้กระบวนการจัดทำนโยบายสาธารณะมีประสิทธิภาพซึ่งนับว่าเป็นเครื่องมือในการสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชนที่แท้จริง อยากเห็นการดำเนินการตาม“นโยบายสาธารณะ” มีมิติที่หลากหลาย สอดคล้องกับสภาพสังคมที่ซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วนี้ตามครับผม


Mayjung

ตอบกระทู้เมื่อ
28 ส.ค. 2557
  ความคิดเห็นที่ 12

 การศึกษาเป็นเรื่องของ “ภาคประชาชน” เป็นหลักและกำหนดให้นักการเมืองและข้าราชการต้องทำตาม “วาระประเทศชาติของประชาชน” อย่างเคร่งครัด
การศึกษาของชาติมีความสำคัญเกินกว่าที่เราจะมอบให้กระทรวงศึกษาทำเท่านั้น

การศึกษาสำคัญเกินกว่า จะให้เป็นเรื่องของนักการศึกษา



บ่าวรัฐ

ตอบกระทู้เมื่อ
28 ส.ค. 2557
  ความคิดเห็นที่ 13
 
ท้องถิ่นต้องดำเนินการพัฒนาอย่างบูรณาการและเชื่อมโยง ทั้งด้านเศรษฐกิจ จิตใจ สังคม วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม สุขภาพ การศึกษา และประชาธิปไตยขณะเดียวกัน องค์กรปกครอง ส่วนความเข้มแข็งของ อปท.ก็เป็นสิ่งสำคัญ จึงเห็นว่าควรมีวิทยาลัยการจัดการเพื่อท้องถิ่น มีศูนย์วิจัยเพื่อท้องถิ่น ทำระบบข้อมูลชุมชนและการสื่อสารสังเคราะห์นโยบายและขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะ รวมไปถึงสร้างพลังพลเมืองที่เข้มแข็ง เพราะเป็นปัจจัยชี้ขาดอนาคตประเทศ


Jaew

ตอบกระทู้เมื่อ
28 ส.ค. 2557
  ความคิดเห็นที่ 14
นพ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส ปาฐกถาพิเศษ ในหัวข้อ “การปกครองท้องถิ่นรูปแบบเทศบาลกับการปฏิรูปประเทศไทย” ระบุว่า หัวใจของการปฏิรูปในขณะนี้ อยู่ที่การคืนอำนาจให้ประชาชนได้ปกครองตนเอง ในรูปแบบชุมชนจัดการตนเอง ท้องถิ่นจัดการตนเอง และจังหวัดจัดการตนเอง เพราะต้นเหตุของปัญหาที่เกิดในประเทศเกือบทั้งหมด เป็นผลมาจากการรวมศูนย์อำนาจไว้ที่ส่วนเดียว
 
เจดีย์สร้างจากฐาน ไม่ใช่จากยอด ถ้าจะปฎิรูปต้องกระจายอำนาจ
 


สมัครสมาชิกเพื่อใช้งานเว็บบอร์ด คลิกที่นี่ /  เข้าสู่ระบบ


Copyright © 2012 Neric-Club.Com All Rights Reserved