Neric-Club.Com
  สารบัญเว็บไซต์
  ทรัพยากรคลับ
  พิพิธภัณฑ์หุ่นกระดาษ
  เปิดประตูสู่อาเซียน@
  พันธกิจขยายผล
  ชุมชนคนสร้างสื่อ
  ห้องภาพ/ห้องเพลง
  คลีนิคสุขภาพ
  บริหารจิต
  ห้องข่าว
   นิตยสารออนไลน์
  วรรณกรรมเพื่อเยาวชน
  ลมหายใจของใบไม้
  เรื่องสั้นปันเหงา
  อังกฤษท่องเที่ยว
  อนุรักษ์ไทย
  ศิลปวัฒนธรรมไทย
  ต้นไม้ใบหญ้า
  สายลม แสงแดด
  เตือนภัย
  ห้องทดลอง
 
   มุมเบ็ดเตล็ด
  เพลงหวานวันวาน
  คอมพิวเตอร์
  ความงาม
  รักคนรักโลก
  วิถีพอเพียง
  สัตว์เลี้ยง
  ถนนดนตรี
  ตามใจไปค้นฝัน
 
 

'องค์ความรู้ในโลกนี้มีมากมาย
เหมือนใบไม้ในป่าใหญ่
มนุษย์เราเรียนรู้ได้
แค่ใบไม้หนึ่งกำมือของตนเอง
ผู้ใดเผยแผ่ความรู้
อันเป็นวิทยาทานแก่ผู้อื่น
นั่นคือกุศลอันใหญ่ยิ่ง'
 
องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า

สถิติผู้เยี่ยมชมเวปไซต์
9016074  

กระดานแสดงความคิดเห็น
สมัครสมาชิกเพื่อใช้งานเว็บบอร์ด คลิกที่นี่ /  เข้าสู่ระบบ    

Mayjung

ตั้งกระทู้เมื่อ
01 ธ.ค. 2558
  เกาะติดสถานการณ์บ๊วยแห่งชาติ
    สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า จากการทดสอบวัดระดับภาษาอังกฤษโดยสถาบันสอนภาษา EF พบว่า ไทยถูกจัดอันดับให้เป็นประเทศทีผู้ใหญ่มีความรู้ภาษาอังกฤษอยู่ในระดับต่ำสุดในเอเชีย ขณะที่อินเดีย มาเลเซียและสิงคโปร์ มีระดับภาษาอังกฤษดีที่สุด

     "แบงค็อกโคโคนัท" รายงานอ้างอิงจากรายงานดัชนีทักษะการใช้ภาษาอังกฤษครั้งที่ 5 (5th EF English Proficiency Index (EF EPI) โดยการทดสอบจากประชากรจำนวน 910,000 คน ในประเทศที่ไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาแม่ จำนวน 70 ประเทศ ซึ่งจัดโดยสำนักงานจัดอันดับทักษะการใช้ภาษาอังกฤษ EF (Education First) 

     โดยจากรายงานระบุว่า ประเทศไทยถูกจัดอันดับให้เป็นประเทศที่ประชาชนระดับ "ผู้ใหญ่" มีระดับทักษะภาษาอังกฤษอยู่อันดับที่ 62 จาก 70 ประเทศทั่วโลกที่เข้ารับการทดสอบ ซึ่งถือว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่มีระดับภาษาอังกฤษแย่ที่สุด 

    นอกจากนี้ ประเทศไทยยังถูกจัดอันดับให้เป็นประเทศที่ประชาชนมีระดับความรู้ด้านภาษาอังกฤษอยู่ในระดับต่ำสุดในเอเชียอีกด้วยโดยอยู่ในอันดับที่ 14 จาก 16 ประเทศที่เข้ารับการทดสอบ

    อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะมีการลงทุนในการฝึกภาษาอังกฤษทั่วทั้งภูมิภาคเอเชีย แต่ประเทศในทวีปเอเชียส่วนใหญ่ก็ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงสำคัญใดๆ มากนัก จากแบบทดสอบ EFEPI เมื่อปีที่ผ่านมายกเว้นประเทศไทยประเทศเดียวที่มีระดับความเชี่ยวชาญด้านภาษาอังกฤษตกลงอย่างน่าใจหาย ขณะที่ประเทศอินเดีย ประเทศคาซัคสถานและประเทศเวียดนาม มีระดับความเชี่ยวชาญด้านภาษาอังกฤษที่พัฒนาเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

     โดยผลการทดสอบนั้นได้ยึดเอาฐานข้อมูลจากความรู้ด้านภาษาอังกฤษของประชาชนผู้ใหญ่เกือบล้านคนทั่วโลก ที่ได้ทำแบบทดสอบ EF โดยประเทศไทยมีคะแนนเฉลี่ย 45.35 ซึ่งอยู่ในระดับที่แย่ที่สุดรองจากประเทศกัมพูชาที่มีคะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ 39.14ในแถบประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

     ขณะที่ประเทศสิงคโปร์มีคะแนนเฉลี่ย 61.08 รองลงมาคือประเทศมาเลเซียมีคะแนนเฉลี่ย 60.30 ตามมาด้วยประเทศอินเดียมีคะแนนเฉลี่ย 58.21 ซึ่งถือว่าทั้ง 3 ประเทศนี้เป็นประเทศที่มีระดับความเชี่ยวชาญด้านภาษาอังกฤษที่สูงอย่างมากในเอเชีย

     ทั้งนี้ สาเหตุที่ประเทศไทยถูกจัดอันดับให้อยู่ในระดับต่ำสุดขนาดนี้ ก็เพราะว่าระบบการศึกษาของไทยมีประสิทธิภาพต่ำ จากการประเมินผลระหว่างประเทศทั่วทุกสาชาวิชาและความสามารถทางภาษาอังกฤษสำหรับผู้ใหญ่ในไทย ยังคงอ่อนแอ แม้ว่าจะมีความต้องการในด้านทักษะภาษาอังกฤษในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศก็ตาม

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1446800457

แล้วยังงัย? มาลุ้นกันหน่อย


Krootanoi

ตอบกระทู้เมื่อ
01 ธ.ค. 2558
  ความคิดเห็นที่ 1
 
มาลุ้นกันหน่อยพี่น้อง


คลื่นใต้น้ำ

ตอบกระทู้เมื่อ
02 ธ.ค. 2558
  ความคิดเห็นที่ 2
คิดถึงคำพูดท่านกษมา
   
    รุก ศธ.รื้อระบบเฟ้นครูรับปฏิรูปศึกษา
สบช่องถ่ายเลือดใหม่สู่วงการแม่พิมพ์ ชี้หนังสือตัวช่วยสำคัญพัฒนาเด็ก
จากการสัมมนาเรื่องเส้นทางชีวิตแห่งการเรียนรู้ คุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา อดีตเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กล่าวระหว่างเป็น ประธานเปิดงานตอนหนึ่งว่า จากการที่ได้เข้าไปช่วยงาน ศ.นพ.เกษม วัฒนชัย องคมนตรี เพื่อพัฒนา ร.ร.คุณธรรม พบว่าโรงเรียนที่ดีจะมีลักษณะสำคัญคือ ผู้บริหาร ครู ผู้ปกครอง นักเรียน มีวัตถุประสงค์ เป้าหมาย และอุดมการณ์ ร่วมกัน อย่างการนำค่านิยมในสังคมไทยมาแปลงให้เกิดผลในทางปฏิบัติ โดยเป็นข้อตกลงร่วมกันว่าค่านิยมใดที่ทุกฝ่ายเห็นว่าสำคัญที่สุด อาทิ ความซื่อสัตย์ ซึ่งแต่ละกลุ่มจะกำหนดเป็นรูปธรรมที่จับต้องได้ เช่น ความซื่อสัตย์ของนักเรียนคือไม่ลอกการบ้าน ครูคือการสอนตรงต่อเวลา สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นเองโดยที่โรงเรียนไม่ได้รู้สึกว่าถูกบังคับ ส่วนผู้บริหารก็ต้องสร้างบรรยากาศในโรงเรียนที่เป็นสุข ปลอดภัย กระตุ้นให้เด็กอยากเรียนรู้ อย่างไรก็ตาม โรงเรียนจะทำงานสำเร็จได้ต้องมีตัวช่วย ทั้งนโยบายที่ดี กรรมการสถานศึกษา ครู ผู้ปกครอง และ หนังสือ ซึ่งตนพบว่าปัจจุบันแม้จะมีสื่อเทคโนโลยีใหม่ๆ มากมาย แต่หนังสือ ก็ยังเป็นตัวช่วยพัฒนาเด็กที่สำคัญ ทั้งเป็นของเล่นที่ถูกที่สุด

     ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือทีดีอาร์ไอ กล่าวว่า ที่ผ่านมาทีดีอาร์ไอซึ่งตั้งอยู่ในกรุงเทพฯช่วยสอนหนังสือเด็กใน ร.ร.ใกล้เคียงพบความจริงที่น่าตกใจคือ เด็กป.6 อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ เป็นปัญหาที่ไม่คาดคิดมาก่อน เพราะคิดว่า ร.ร.ที่ถูกทอดทิ้ง คือ ร.ร.ที่ตั้งอยู่ที่ห่างไกล แต่สิ่งที่พบแสดงให้เห็นว่า ร.ร.ถูกทิ้งทั้งประเทศ ยกเว้น ร.ร.แข่งขันสูง 200 โรง นอกจากนี้ เราหลงดีใจกับคะแนนสอบ PISA รอบล่าสุดว่าคะแนนคณิต วิทย์ การอ่านเพิ่ม แต่ข้อเท็จจริงคือ ร.ร.จุฬาภรณราชวิทยาลัย ซึ่งเป็น ร.ร.ที่เน้นการสอนคณิต วิทย์ เข้าสอบด้วยทุกโรง คะแนน PISA ที่ดีขึ้นเพราะมีปัจจัยเสริม โรงเรียนที่ดีสิ่งสำคัญคือ ครูต้องมีคุณภาพ ในอีก 10 ปีจะมีครูเกษียณ อายุราชการ 2.2 แสนคน หรือเกือบ 50% และจะมีการบรรจุครูรุ่นใหม่ ถือเป็นการถ่ายเลือดใหม่ จึงเป็นโอกาสดีที่จะคัดเลือกครูที่มีคุณภาพ แต่ต้องปรับระบบการคัดเลือกครูใหม่ สร้างข้อสอบมาตรฐานระดับชาติและป้องกันการทุจริต เพราะหากได้ครูที่โกงสอบเข้ามา สังคมไทยจะหมดหวังการสอนเรื่องคุณธรรมจริยธรรมในเด็ก ถ้าเราไม่สามารถปฏิรูประบบการคัดเลือกครูใหม่ได้ ก็จะได้ครูที่ไม่มีคุณภาพอยู่ในระบบสอนลูกหลานไม่น้อยกว่า 40 ปี หากทำสำเร็จเชื่อว่าประเทศไทยจะปฏิรูปการศึกษาได้สำเร็จภายใน 10 ปี.

ที่มาของข่าว : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ วันที่ 25 ตุลาคม 2557


ครูทะเล

ตอบกระทู้เมื่อ
02 ธ.ค. 2558
  ความคิดเห็นที่ 3
ผ่านไปแล้วหนึ่งปี ถ่ายเลือดไม่ต้องรออีกตั้งเก้าปีสิบปีหรอกมัง เด็กจบใหม่คุณภาพอย่างที่ว่าก็ไม่เห็นจะผ่านเกณฑ์คัดเลือก ไม่ว่าจะสนามไหนๆ 


สันติชน

ตอบกระทู้เมื่อ
02 ธ.ค. 2558
  ความคิดเห็นที่ 4
   ท่านกษมาคงหมายถึงแหล่งผลิต บัณฑิตจบมาแต่ละปีไม่ใช่น้อยๆ ตามรุ่นพิมพ์อย่างนั้นหรือเปล่า ก็ซัดกันไปเป็นทอดๆเหมือนที่เป็นมา รู้สาเหตุแต่แก้กันไม่ได้สักที คนข้างบนก็ทำผลงานเลื่อนซี ตะกายแท่งเพื่อกระโดดเข้าเป้าหมายให้ทันก่อนเกษียณจะได้มีหลักใหม่ให้ยึดได้อย่างเหนียวแน่นยั่งยืน ข้างล่างจะเป็นอย่างไรไม่สนใจต่อให้ผลงนผิดพลาดซ้ำแล้วซ้ำเล่าก็ยังมีทางไต่ไปจนได้นั่นแหล่ะ สงสารหนูทดลอง


witjung

ตอบกระทู้เมื่อ
02 ธ.ค. 2558
  ความคิดเห็นที่ 5
มีจริงๆนะประเภทที่พูดให้ตายก็ไม่ยอมเชื่อว่า ภาษาอังกฤษสำคัญในชีวิตประจำวันของคนไทย 
พอดีมีลิงค์นี้เข้ามา ให้ดูแล้วคิด



Mayjung

ตอบกระทู้เมื่อ
02 ธ.ค. 2558
  ความคิดเห็นที่ 6
   ถ้าเราไม่สามารถปฏิรูประบบการผลิตครูคุณภาพได้ ก็จะได้ครูที่ไม่มีคุณภาพอยู่ในระบบสอนลูกหลานไม่น้อยกว่า 40 ปี หากทำสำเร็จเชื่อว่าประเทศไทยจะปฏิรูปการศึกษาได้สำเร็จภายใน 10 ปี 
   ไม่เคยลืมว่าตอนเรียนมัธยมต้นอยู่หัวแถว หลังจากไปเรียนครูสี่ปีเกรดสี่ตลอด สมัครทำงานเรฟฟิวจีแคมป์สู้เด็กที่มาจากสายมัธยมปลายไม่ได้ มันแปลว่าอะไร


Bump

ตอบกระทู้เมื่อ
02 ธ.ค. 2558
  ความคิดเห็นที่ 7
อย่าว่าแต่ผู้ใหญ่เลย ผมเองเรียนมาตั้งกว่า 19 ปีตั้งแต่อนุบาลยังพูดไม่ได้เลยครับเจอฝรั่งก็ใบ้กิน เพื่อนผมก็เหมือนกันแต่ดตขึ้นเข้าเรียนเอกชนสามสี่เดือนก็ใช้ทำงานได้ครับ


k.juy

ตอบกระทู้เมื่อ
05 ธ.ค. 2558
  ความคิดเห็นที่ 8
ก็ท่านผู้นำศธ.ประกาศจะปั้นให้คนไทยพูดภาษาอังกฤษกันทั่วประเทศแล้วนั่นงัยเล่าพี่น้อง



บัวบก

ตอบกระทู้เมื่อ
08 ธ.ค. 2558
  ความคิดเห็นที่ 9
      สอศ.รับลูกรัฐบาล ยกระดับภาษาอังกฤษ

          สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) กำลังเร่งเดินหน้าตามนโยบายของรัฐบาลในเรื่องการยกระดับภาษาอังกฤษ ซึ่งทาง สอศ.ได้เริ่มพัฒนาภาษาอังกฤษให้กับผู้เรียนอาชีวศึกษา โดยแบ่งกลุ่มที่ต้องพัฒนาออกเป็น 4 กลุ่ม ประกอบด้วย 1.พนักงานในสถานประกอบการ 2.นักเรียนนักศึกษาอาชีวศึกษา 3.ครู อาจารย์ และกลุ่ม 4.ผู้บริหารสถานศึกษา สำหรับกลุ่มพนักงานในสถานประกอบการนั้นจะดำเนินการนำร่องพัฒนาภาษาอังกฤษให้กับบุคลากรกลุ่มนี้ให้เข้าใจศัพท์เทคนิค หรือสื่อสารรับคำสั่งและสั่งงานต่อได้ เพื่อยกระดับตำแหน่งหน้าที่ให้สูงขึ้น ดังนั้นในเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคมนี้ สอศ.จึงร่วมกับสมาคมเอชอาร์ภาคตะวันออกนำร่องพัฒนาพนักงาน 300 คน จากกลุ่มช่างอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ ก่อนขยายไปยังกลุ่มการโรงแรมและการท่องเที่ยว หากประสบความสำเร็จจะขยายผลให้ได้ 1 พันคน ในปี 2559 แต่ในรุ่นที่ 2 นี้ อาจขอให้สถานประกอบการเข้ามามีส่วนร่วมในเรื่องงบประมาณด้วย

     รองเลข กอศ.กล่าวต่อว่า สำหรับกลุ่มนักเรียนนักศึกษาอาชีวศึกษานั้น ขณะนี้มีรูปแบบการพัฒนาที่หลากหลาย เช่น แนวทางของกลุ่มแรก หลักสูตรอิงลิชโปรแกรม และมินิอิงลิชโปรแกรม ที่สถานศึกษา 147 แห่งจัดให้ผู้เรียนกว่า 6 พันคน เป็นต้น อย่างไรก็ตาม นายชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ เลขาธิการ กอศ. ได้กำชับให้คำนึงถึงรูปแบบที่เหมาะสมกับภูมิภาคหรือพื้นที่นั้นๆ ด้วย รวมถึง นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) ได้มอบจุดเน้นให้พัฒนาการสื่อสาร รู้จักและเข้าใจศัพท์เทคนิคอย่างน้อยสาขาละ 1 พันคำ ดังนั้น สอศ.จึงนำร่องรวบรวมศัพท์เทคนิคใน 3 สาขา ได้แก่ ช่างอุตสาหกรรม การโรงแรมและการท่องเที่ยว และเฮลท์แคร์ ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาในแต่ละสาขา โดยตั้งเป้าให้แล้วเสร็จภายในเดือนธันวาคมนี้ จากนั้นจะพัฒนาครู อาจารย์ เพื่อสอนเสริมให้เด็กที่กำลังจะจบการศึกษา และจัดแคมป์ภาษาให้กับเด็กก่อนเรียนจบ หากประสบความสำเร็จจะนำแนวทางนี้ไปพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนในปีการศึกษา 2559 ต่อไป.

   ประโยคท้ายนี้คุ้นๆเนอะ


ADMIN

ตอบกระทู้เมื่อ
08 ธ.ค. 2558
  ความคิดเห็นที่ 10
  แนวข้อสอบ CEFR วัดผลครูผู้สอนภาษาอังกฤษทั่วประเทศค่ะ


KTC

ตอบกระทู้เมื่อ
10 ธ.ค. 2558
  ความคิดเห็นที่ 11
  



สปศ.

ตอบกระทู้เมื่อ
11 ธ.ค. 2558
  ความคิดเห็นที่ 12

     สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับมูลนิธิสถาบันวิจัยระบบการศึกษา มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ (มสส.) และภาคีที่เกี่ยวข้องทั้งในระดับนโยบายและระดับปฏิบัติ ได้จัด

‘เวทีการศึกษากับการเปลี่ยนแปลงประเทศไทย’ ในหัวข้อ ‘ระบบโรงเรียนปฏิรูปการเรียนรู้’ เพื่อหาแนวทางการปฏิรูปการเรียนรู้ในระบบการศึกษาขั้นพื้นฐานของประเทศ

นายอนุสรณ์ ฟูเจริญ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า จากประสบการณ์ที่ได้สัมผัสคลุกคลีกับงานด้านการศึกษามานาน สามารถกล่าวได้ว่าประเทศไทยในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมาไม่เคยมีการปฏิรูปการศึกษาอย่างแท้จริง  มีเพียงโรงเรียนไม่กี่แห่งเท่านั้นที่สามารถลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงตัวเองได้สำเร็จ  สำหรับภาพรวม ในประเทศไทยมีโรงเรียนที่สามารถปฏิรูปการเรียนรู้ได้อย่างเป็นรูปธรรมไม่ถึง 10 % จากโรงเรียนทั้งหมดทั่วประเทศ เมื่อเทียบสัดส่วนแล้วถือว่าน้อยมาก และไม่สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงในระบบการศึกษากระแสหลักได้

“การจะปฏิรูปการเรียนรู้ได้นั้นต้องคำนึงถึงความหลากหลายของโรงเรียน ซึ่งมีทั้งโรงเรียนขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดเล็ก อีกทั้งโรงเรียนแต่ละแห่งก็มีความแตกต่างกันตามสภาพพื้นที่ ดังนั้น การแก้ไขปัญหาโดยใช้โมเดลแบบเดียวกันทั้งประเทศย่อมไม่มีทางสำเร็จ”

     นายอนุสรณ์ กล่าวอีกว่า  ปัญหาหนึ่งที่หลายโรงเรียนต่างก็ประสบเหมือนกันคือ การขาดแคลนครู หรือจำนวนครูไม่สอดคล้องกับขนาดของห้องเรียน ทำให้ไม่สามารถดูแลนักเรียนได้ทั่วถึง เมื่อครูมีภาระงานที่มากเกินไปจึงส่งผลให้ประสิทธิภาพในการเรียนรู้ของนักเรียนด้อยลงตามไปด้วย  อัตรากำลังครูในปัจจุบันนอกจากจะไม่สอดคล้องกับจำนวนนักเรียนแล้ว วิชาที่ครูสอนยังไม่ตรงกับสาขาวิชาเอกที่เรียนมา เมื่อครูไม่มีพื้นฐานความรู้ในสาขาวิชานั้นโดยตรง จึงจำเป็นต้องเข้ารับการฝึกอบรม ขณะเดียวกัน ขั้นตอนวิธีการอบรมครูก็มีความผิดพลาดล้มเหลวมาโดยตลอด ทำให้ไม่สามารถพัฒนาครูที่มีคุณภาพขึ้นได้

     “ตราบใดที่ครูยังไม่เปลี่ยน การปฏิรูปก็ย่อมไม่เกิด และถ้าแก้ปัญหาพื้นฐานเหล่านี้ไม่ได้ ผมบอกได้เลยว่าประเทศไทยไม่มีทางปฏิรูปสำเร็จ นอกจากนี้สภาพแวดล้อมทั้งในและนอกห้องเรียนก็เป็นอุปสรรคสำคัญต่อการเรียนรู้ของเด็ก ซึ่งตลอด 50 ปีที่ผ่านมาทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม รัฐไม่เคยลงทุนด้านนี้อย่างจริงจัง เพราะมองไม่เห็นความสำคัญของสภาพแวดล้อมที่อยู่รอบตัวเด็ก รัฐมองว่า สภาพสิ่งแวดล้อมไม่เกี่ยวข้องกับคุณภาพทางการศึกษา ฉะนั้น จึงไม่มีห้องสมุด ไม่มีมุมหนังสือ ไม่มีสื่อการเรียนรู้ดีๆ ให้กับเด็ก มีเฉพาะบางโรงเรียนเท่านั้นที่มีทรัพยากรเพียงพอ ขณะที่หลายโรงเรียนไม่มีเลย”

     ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวถึงวิธีการวัดและประเมินผลการศึกษาว่า ปัจจุบันให้ความสำคัญกับคะแนนโอเน็ต (O-NET) มากเกินไป การเรียนมุ่งเน้นการวัดความจำและการวัดเกรด โดยที่ครูไม่สอนให้นักเรียนเกิดทักษะการเรียนรู้   กระบวนการสร้างความเปลี่ยนแปลงทางการศึกษาจำเป็นต้องอาศัยทั้งพลังแนวดิ่งและพลังแนวราบ โดยพลังแนวราบหมายถึงการสร้างความร่วมมือกับภาคีในพื้นที่และชุมชน ไม่ว่าจะเป็นครู ผู้ปกครอง และพระสงฆ์ เพื่อให้เข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาที่สอดคล้องกับชุมชน  วันนี้เรารอให้ใครมาช่วยปฏิรูปไม่ได้แล้ว ทุกคนสามารถเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงได้ด้วยตัวเอง ไม่ต้องรอใคร

     ด้านนายโกวิท บุญเฉลียว ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านคูเมือง (อ่อนอนุเคราะห์) กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ได้สำรวจพบว่ามีปัญหาเด็กหนีเรียน เบื่อหน่ายการไปโรงเรียน ทำให้เกิดการมั่วสุม ทางโรงเรียนจึงมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการจัดการศึกษาโดยเอาชีวิตเป็นตัวตั้ง เน้นการเรียนเพื่อตอบสนองความต้องการเป็นรายบุคคล ใช้หลักเมตตาและให้คุณค่าความเป็นมนุษย์  กระบวนการปฏิรูปเริ่มจากการสำรวจความต้องการของเด็กแต่ละคนว่าสนใจกิจกรรมเรื่องใดบ้าง จากนั้นทางโรงเรียนจึงพยายามเติมเต็มในเรื่องนั้นๆ ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมดนตรีและกีฬา รวมถึงส่งเสริมทักษะอาชีพการงาน เช่น งานจักสาน งานปูน ไฟฟ้า การทำเกษตร

     ขณะที่นายกัมพล เจริญรักษ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านทุ่งยาวคำโปรย กล่าวว่า โรงเรียนแห่งนี้ตั้งอยู่ที่อำเภอกันทรลักษ์ ห่างจากชายแดนไทย-กัมพูชา เพียง ๘ กิโลเมตร ใช้ภาษากัมพูชาเป็นภาษาถิ่น 95% สิ่งที่ตามมาคือ เด็กนักเรียนประสบปัญหาการใช้ภาษาไทย จึงไม่กล้าพูด ไม่กล้าแสดงออก ทางโรงเรียนจึงจัดการเรียนรู้ใหม่โดยไม่ยึดติดตำราเรียนเป็นตัวตั้ง เพราะโลกแห่งการเรียนรู้ไม่ได้มีอยู่แค่ในห้องเรียน

     ในปี 2556 ทางโรงเรียนเริ่มต้นทดลองให้ผู้ปกครองมาโรงเรียนสัปดาห์ละ ๑ วัน และร่วมทำกิจกรรมเหมือนกับเด็กนักเรียน เพื่อให้เห็นว่าในแต่ละวันลูกหลานได้เรียนรู้อะไรบ้าง ซึ่งเสียงสะท้อนกลับมาจากผู้ปกครองค่อนข้างเป็นที่น่าพอใจ จากนั้นจึงดึงผู้ปกครองเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดทำแผนการศึกษาร่วมกัน เพื่อให้ตรงกับความต้องการของชุมชนมากที่สุด ช่วยให้เด็กนักเรียน ครู และผู้ปกครองมีปฏิสัมพันธ์กันมากขึ้น

     นายกัมพล กล่าวด้วยว่า กระบวนการดังกล่าวนี้เรียกว่า การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของชุมชนครู (Professional Learning Community: PLC) สร้างบรรยากาศเป็นกันเอง เปิดโอกาสให้ทุกคนได้แสดงความคิดเห็น เพื่อให้เกิดการปฏิรูปโรงเรียนอย่างยั่งยืนและสอดคล้องกับวิถีชุมชน

“ถ้าเราลงมือทำ กล้าที่จะเปลี่ยนแปลง มุ่งมั่นไม่ยอมแพ้ ทำด้วยหัวใจ เพื่อการเปลี่ยนแปลงจากจุดเล็กๆ แล้วขยายไปทั้งโรงเรียนและสร้างเครือข่ายนอกโรงเรียน แม้มันจะเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเล็กๆ แต่เราก็ภูมิใจที่เห็นการเปลี่ยนแปลงและมีความสุขที่ได้ลงมือทำ”

http://www.isranews.org/thaireform-other-news/item/43292-studied_43291.html



Mayjung

ตอบกระทู้เมื่อ
16 ธ.ค. 2558
  ความคิดเห็นที่ 13
อึ้ง
 
 
 
อ่านรายละเอียด : http://www.naewna.com/local/193278


Mayjung

ตอบกระทู้เมื่อ
16 ธ.ค. 2558
  ความคิดเห็นที่ 14

     เมื่อวันที่ 15 ธ.ค.58 ที่ศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ แผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) ร่วมกับเครือข่ายเสียงประชาชน(We Voice) จัดประชุมระดมแนวคิด "การพัฒนาตัวชี้วัดวัฒนธรรมการอ่านของคนไทย" โดย รศ.ดร.วิลาสินี พิพิธกุล ผู้อำนวยการอาวุโส สำนักสร้างเสริมวิถีชีวิตสุขภาวะ สสส. กล่าวว่า การอ่านเป็นปัจจัยสำคัญของการนำไปสู่พฤติกรรมเชิงบวกด้านสุขภาวะ ในทางทฤษฎีแล้วถือกันว่า เป็นรากฐานของการสร้างเสริมสุขภาพ เพราะช่วยเสริมสร้างสุขภาวะทางปัญญาและช่วยหนุนการสร้างเสริมสุขภาวะด้านอื่นๆ ทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ และสังคม การมีข้อมูลที่สามารถบ่งชี้ถึงสถานการณ์การอ่านของประเทศ ถือว่าสำคัญ และเป็นประโยชน์ต่อการกำหนดแนวทางส่งเสริมการอ่านของประเทศ อีกทั้งยังเป็นข้อมูลติดตามผลของการรณรงค์ว่าช่วยให้การอ่านของประเทศเพิ่มขึ้นมากน้อยเพียงใด

   ทั้งนี้ จึงได้ทำการศึกษาวิจัยภายใต้โครงการ "การสร้างตัวชี้วัดวัฒนธรรมการอ่าน ระยะที่ 2" ซึ่งได้รับความร่วมมือจากเครือข่าย We Voice ที่เป็นนักวิชาการจากหลายมหาวิทยาลัยและหลายสาขาวิชา ทั้งสถิติ เศรษฐศาสตร์ นิเทศศาสตร์ สังคมศาสตร์ เพื่อสร้างตัวชี้วัดทั้งในเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพที่สะท้อนภาพรวมการอ่านของประเทศ ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจากการอ่าน โดยการสำรวจครอบคลุมพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ และครอบคลุมคนทุกเพศทุกวัย ซึ่งการประชุมจะเป็นการหารือแนวทางการพัฒนาตัวชี้วัดวัฒนธรรมการอ่านให้เหมาะสม ได้มาตรฐาน และเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง นางสุดใจ พรหมเกิด ผู้จัดการแผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน สสส. กล่าวว่า ผลการศึกษาโครงการสร้างตัวชี้วัดวัฒนธรรมการอ่านของคนไทยกลุ่มประชาชนทั่วไป ทั้งหมด 1,753 ตัวอย่างพบว่า กลุ่มตัวอย่างใช้เวลาในการอ่านผ่านสื่อสิ่งพิมพ์ 166 นาทีต่อสัปดาห์  และอ่านผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ 222.5 นาทีต่อสัปดาห์ สะท้อนให้เห็นว่าปัจจุบันประชาชนนิยมการอ่านผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์มากกว่าสื่อสิ่งพิมพ์ โดยเฉพาะสื่อที่มีการแชร์ผ่านสังคมออนไลน์ อย่างไรก็ตามจากการหาค่าดัชนีวัฒนธรรมการอ่านจะมีค่าอยู่ในช่วง 0-100 ซึ่งการสำรวจครั้งนี้ได้ค่าดัชนีเท่ากับ 40.4 หมายความว่าประเทศไทยมีวัฒนธรรมการอ่านที่น้อย ถือว่าไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานซึ่งต้องได้ค่าดัชนีเท่ากับ 50 ขึ้นไป นอกจากนี้พบว่า มีค่าใช้จ่ายในการซื้อสื่อสิ่งพิมพ์เฉลี่ย 272 บาทต่อเดือน โดยร้อยละ 55.4 ที่มีการซื้อและร้อยละ 44.6 ไม่ได้ซื้อหนังสือเลย
  สำหรับสาเหตุที่ทำให้ไม่อยากอ่านหนังสือและสื่อต่างๆ มากที่สุดคือ ชอบฟังวิทยุ ดูทีวีมากกว่า ร้อยละ 30.7 รองลงมาคือ ไม่มีเวลาอ่าน ร้อยละ 29.0 และสายตาไม่ดี ร้อยละ 19.4 นอกจากนี้ มีกลุ่มตัวอย่างร้อยละ 4.3 ที่อ่านหนังสือไม่ออก เมื่อพิจารณาจากกำลังซื้อพบว่ากลุ่มตัวอย่างร้อยละ 18.2 มองว่าหนังสือมีราคาแพงเกินไป ร้อยละ 8.3 ไม่มีเงินซื้อ และร้อยละ 10.4 ไม่มีแหล่งให้ยืมหนังสือ

 

นางสุดใจ กล่าวต่อว่า ขณะที่การสำรวจตัวอย่างจากพ่อแม่ผู้ปกครอง 398 คน ของกลุ่มเด็กปฐมวัยที่มีอายุต่ำกว่า 6 ปีบริบูรณ์ พบว่า ระยะเวลาที่ใช้ในการอ่านหนังสือให้เด็กฟังเท่ากับ 709.5 นาทีต่อสัปดาห์ แบ่งเป็นการอ่านสื่อสิ่งพิมพ์ให้เด็กฟังเฉลี่ย 615.8 นาทีต่อสัปดาห์ และอ่านผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ 70.9 นาทีต่อสัปดาห์ เมื่อสำรวจกิจกรรมที่ทำร่วมกันในครอบครัวที่ช่วยส่งเสริมการรักการอ่านหรือการสร้างวัฒนธรรมการอ่านให้กับเด็กในรอบ 1 เดือนที่ผ่านมาพบว่า ส่วนใหญ่ร้อยละ 62.6 มีการทำกิจกรรมร่วมกัน โดยร้อยละ 83.2 จะอ่านหนังสือให้เด็กฟัง รองลงมาเป็นการให้คำชมเวลาเด็กอ่านหนังสือ ร้อยละ 81.3 และร้อยละ 78.6 ใช้เวลาอ่านหนังสือด้วยกัน  อย่างไรก็ตามค่าดัชนีวัฒนธรรมการอ่านเด็กปฐมวัยได้ค่าดัชนีเท่ากับ 49.6 หมายความว่าพ่อแม่ผู้ปกครองมีการอ่านหนังสือให้เด็กฟังในระดับปานกลาง

"ข้อเสนอแนะสำคัญที่ได้จากการวิจัยนี้คือ ควรเน้นการรณรงค์ส่งเสริมให้ประชาชน พ่อ แม่ ผู้ปกครองทุกเพศทุกวัยรักการอ่านมากขึ้น โดยสนับสนุนการมีพฤติกรรมตนเอง และเด็กๆ เยาวชน ให้ชอบอ่านหนังสือมากขึ้นกว่าระดับปัจจุบัน  ส่วนกรณีเด็กเล็ก พ่อแม่ผู้ปกครองควรเพิ่มการอ่านหนังสือให้ลูก หลานฟังให้มากขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อความสัมพันธ์และสร้างนิสัยรักการอ่านให้กับเด็กๆ  รวมถึงดูแลพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของเด็กในการใช้อุปกรณ์ดิจิตอล สนับสนุนและส่งเสริมการผลิต พัฒนาเนื้อหา และรูปแบบของข้อมูล/ความรู้ในรูปแบบสื่ออิเล็กทรอนิกส์ที่มีคุณภาพ เพื่อมุ่งพัฒนาความรู้ และทักษะตามความสนใจของกลุ่มคนต่างๆ"  นางสุดใจ กล่าว
 


ครูพันธุ์แท้

ตอบกระทู้เมื่อ
16 ธ.ค. 2558
  ความคิดเห็นที่ 15
ติดตามความเคลื่อนไหวของกิจกรรมเพื่อการพัฒนาเฉพาะด้านของสพฐ.ได้ที่นี่ค่ะ http://english.obec.go.th/english/2013/index.php/th/


kobkaew

ตอบกระทู้เมื่อ
18 ธ.ค. 2558
  ความคิดเห็นที่ 16

   พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย รองนายกรัฐมนตรี กล่าวในการเป็นประธานเปิดประชุมเชิงปฏิบัติการด้านสวัสดิการสังคมและการพัฒนาด้านสิทธิสตรีและสิทธิเด็กและสภาคนพิการไทยสู่อาเซียนเมื่อวันที่ 14 ธันวาคม ที่โรงแรมแอมบาสเดอร์สุขุมวิท กรุงเทพฯ หัวข้อ"ก้าวไปข้างหน้าสู่ประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียนพ.ศ.2568"จัดโดยกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ซึ่งมี พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รมว.พม. นายวงศ์เทพ อรรถไกวัลวที รองเลขาธิการอาเซียนด้านประชาสังคมและวัฒนธรรมอาเซียน เข้ารับฟังด้วย ว่า ประชาคมอาเซียนจะเกิดขึ้นอย่างเป็นทางการในวันที่ 31 ธันวาคมนี้ความร่วมมือด้านต่างๆในประเทศสมาชิกอาเซียนจากความเป็นเพื่อนจะใกล้ชิดเสมือนเป็นครอบครัวเดียวกันการดำเนินการทั้ง3เสาหลักทั้งเสาการเมืองและความมั่นคงเสาเศรษฐกิจและเสาสังคมและวัฒนธรรมจะสำเร็จลุล่วงได้ ไม่เฉพาะการทำงานของภาครัฐเท่านั้นแต่ต้องอาศัยภาคเอกชนและภาคประชาสังคมด้วยโดยเฉพาะการสร้างความเข้าใจและตระหนักในกลุ่มเด็กเยาวชนสตรีผู้พิการผู้ด้อยโอกาสเพื่อให้เกิดความมั่นใจว่ากลุ่มคนเหล่านี้จะได้รับประโยชน์จากประชาคมอาเซียน

   ขณะที่พล.ต.อ.อดุลย์ กล่าวว่าแผนงานประชาคมสังคมและวัฒนธรรมอาเซียนพ.ศ.2558-2568 ซึ่งเป็นแผนงานฉบับใหม่สำหรับ10 ปีข้างหน้าที่ผู้นำอาเซียนได้ให้การรับรองในการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 27ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบหลักคือ 1.เกี่ยวข้องและเป็นประโยชน์มุ่งเสริมสร้างการมีส่วนร่วมและความรับผิดชอบทางสังคมของประชาชนอาเซียน2.มีความครอบคลุมมุ่งส่งเสริมการเข้าถึงโอกาสอย่างเท่าเทียมและส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน3.มีความยั่งยืนมุ่งส่งเสริมการพัฒนาสังคมที่สมดุลและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน4.มีภูมิคุ้มกันมุ่งยกระดับความสามารถในการปรับตัวและตอบสนองต่อความเสี่ยงทางสังคมและเศรษฐกิจภัยพิบัติทางธรรมชาติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและ5.มีพลวัตมุ่งสร้างสรรค์นวัตกรรมอย่างต่อเนื่องและเป็นสมาชิกประชาคมโลกที่มีบทบาทสูง

   นายวงศ์เทพกล่าวว่า เด็กและเยาวชนวันนี้จะต้องเติบโตในบริบทอาเซียนทำอย่างไรให้เด็กและเยาวชนมีบทบาทและตระหนักถึงประโยชน์ในการสร้างความเป็นวัฒนธรรมอาเซียนร่วมกันทั้งนี้การศึกษามีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการนำไปสู่การพัฒนารวมถึงการสร้างวัฒนธรรมภูมิคุ้มกันป้องกันภัยต่างๆ

   นายเกษมสันต์ วีระกุล นักวิชาการอิสระและผู้เชี่ยวชาญ AEC กล่าวว่า ประเทศไทยตื่นตัวและเข้าใจความเป็นประชาคมอาเซียนน้อยมาก โดยเฉพาะด้านการศึกษาที่อ่อนแอมากทั้งที่ลงทุนสูงเป็นอันดับ2 ของโลก แต่สมองเด็กไทยโง่เป็นอันดับบ๊วยๆ การเติบโตของเศรษฐกิจก็อ่อนแอลงทุกปี สื่อส่วนใหญ่ก็ไม่เข้าใจในเนื้อแท้สาระความเป็นประชาคมอาเซียน จึงเป็นโอกาสที่ต้องเร่งปรับตัวโดยเรียนรู้จากประเทศเพื่อนบ้านเราเองเช่น การปฏิรูปการศึกษาขอให้ไปดูแบบอย่างของสิงคโปร์และมาเลเซียที่เคยอ่อนด้อยแต่ขณะนี้มีความก้าวหน้ากว่าไทยอย่างมาก



kanokwan

ตอบกระทู้เมื่อ
19 ธ.ค. 2558
  ความคิดเห็นที่ 17

   พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวปาฐกถาพิเศษ เรื่องความร่วมมือของอุดมศึกษาไทยในการแก้ไขปัญหาของประเทศ ในการประชุมทางวิชาการที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย ประจำปี 2558 ว่า ยอมรับว่าการศึกษาไทยยังต้องปรับปรุงอีกเยอะ แต่เป็นเรื่องที่ตนทำเพียงคนเดียวไม่ได้ ทุกฝ่ายต้องช่วยกันขยับตัวให้เร็วกว่านี้ แนะนำให้ไปดูรายการคืนความสุขให้คนในชาติและรายการเดินหน้าประเทศไทยของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ฟังนโยบายด้านการศึกษาและทำตาม เพราะทั้งรัฐบาลและ ศธ. ต่างก็เดินหน้าไปในทิศทางเดียวกัน อีกทั้งรัฐบาลได้กำหนดความต้องการกำลังคนอย่างชัดเจน สถาบันอุดมศึกษาก็สามารถมองภาพและผลิตคนได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ตนยังขอให้สถาบันอุดมศึกษาช่วยเป็นพี่เลี้ยงให้กับโรงเรียนและชุมชนในพื้นที่ให้มากขึ้น เพื่อให้เกิดการเชื่อมโยงในการดูแลกัน สำหรับนโยบายด้านภาษาอังกฤษนั้น

"จากนี้บัณฑิตที่จบปริญญาตรีจะต้องสามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้ จะมีการบันทึกผลการทดสอบลงในทรานสคริปต์ เพื่อให้เด็กได้แข่งกับตัวเองและพัฒนาทักษะภาษา รวมไปถึงสถานประกอบการจะได้นำไปใช้ในการพิจารณา โดยจะเริ่มใช้กับนักศึกษาชั้นปีที่ 1 ในปีการศึกษา 2559 ซึ่งขณะนี้อยู่ในระหว่างการจัดหาวิธีการสอบเพื่อให้มีมาตราฐานมากที่สุด” พล.อ.ดาว์พงษ์ กล่าวและว่า นอกจากนี้จะยังมีการคืนครูเกษียณจำนวน 10,000 อัตรา ที่ตนได้ให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ลงไปดูเรื่องนี้ เพื่อแก้ปัญหาครูขาดแคลน ซึ่งตนมั่นใจว่าครูเหล่านั้นยังมีศักยภาพในการสอน โดยจะเริ่มดำเนินการเรื่องดังกล่าวในปีงบประมาณ 2560
 


โลกสวย

ตอบกระทู้เมื่อ
22 ธ.ค. 2558
  ความคิดเห็นที่ 18

  ครูเป็นหนี้ทำการศึกษาไทยตกต่ำ! สนช.ถาม รมว.ศธ.หาทางแก้ไข

ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวอิศรา www.isranews.org รายงานว่า นายโกศล เพ็ชรสุวรรณ์ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ตั้งกระทู้ถาม รมว.ศึกษาธิการ (พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ) เรื่องนโยบายการพัฒนาคุณภาพการศึกษาเพื่อสร้างขวัญกำลังใจให้คนไทย โดยขอให้ตอบในที่ประชุม สนช. ในวันที่ 25 ธ.ค. 2558

นายโกศล ระบุว่า ตามที่หนังสือพิมพ์ได้เสนอข่าวผลการจัดอันดับคุณภาพการศึกษาระดับมัธยมปลายจาก 76 ประเทศทั่วโลก ปีนี้ประเทศสิงคโปร์อันดับ 1 ประเทศเวียดนามอันดับ 12 ส่วนประเทศไทยอยู่อันดับ 47 และผลการจัดอันดับคุณภาพการศึกษา 10 ประเทศอาเซียนล่าสุด ประเทศสิงคโปร์อันดับ 1 ประเทศมาเลเซียอันดับ 2 ประเทศลาวอันดับ 6 ประเทศไทยอันดับ 8 คุณภาพการศึกษาไทยจึงน่าเป็นห่วง แต่ที่น่าห่วงยิ่งกว่าคือครูทั่วประเทศเป็นหนี้จำนวนมาก ต้องหาเงินผ่อนหนี้ ทำให้ครูไม่มีสมาธิ สติปัญญาจะทุ่มเทสอนวิชาความรู้ให้นักเรียนเต็มความสามารถ คุณภาพการศึกษาไทยจึงถูกเวียดนามแซงไป 35 อันดับ เพราะครูไม่มีกำลังใจสอนเด็ก

ปัญหาหนี้ของครูกำลังวิกฤติรุนแรงที่สุด ครูทั่วประเทศกว่า 4 แสนคน เป็นหนี้เงินกู้ธนาคารออมสินรวมกันถึง 5 แสนล้านบาท อีกทั้งครูได้กู้ยืมเงินจากสหกรณ์ออมทรัพย์และกู้หนี้นอกระบบอีก 7 แสนล้านบาท รวมหนี้สินครูสูงถึง 1.2 ล้านล้านบาท เหตุใดครูเป็นหนี้มากขนาดนี้ ทั้ง ๆ ที่เงินเดือนก็ไม่น้อยกว่าข้าราชการสังกัดอื่น ๆ สาเหตุเพราะครูส่วนใหญ่ขาดวินัยการเงิน ไม่รู้จักความพอเพียง ใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่ายเกินตัว จึงเป็นหนี้จำนวนมาก

ผลการสำรวจข้าราชการครูสังกัดกระทรวงศึกษาธิการจำนวน 1.2 แสนคน พบว่า ครูกว่า 4.2 หมื่นคน ต้องหักเงินเดือนเกินร้อยละ 70 ไปผ่อนหนี้เงินกู้ เหลือเงินไม่ถึงร้อยละ 30 สำหรับไว้ใช้จ่ายในครอบครัว ครูอีก 3 หมื่นคน ถูกหักเงินเดือนกว่าครึ่งไปใช้หนี้เงินกู้ เงินเดือนที่เหลือไม่พอใช้จ่ายตลอดเดือน ครูอีก 5.4 หมื่นคน ถูกหักเงินเดือนไปใช้หนี้ร้อยละ 50 เหลืออีกร้อยละ 50 สำหรับค่าใช้จ่ายตลอดเดือน

ปัญหาหนี้ของครูกำลังเป็นฝันร้ายของธนาคารออมสินซึ่งเป็นเจ้าหนี้ ขณะนี้มีครูผิดนัดชำระหนี้ตั้งแต่ 3 งวดขึ้นไป โดยธนาคารออมสินยื่นหนังสือบอกกล่าวทวงถามหนี้แล้วกว่า 1.3 หมื่นคน ล่าสุดมีครูที่จะถูกดำเนินคดีอีก 5.2 หมื่นคน ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการกับธนาคารออมสินกำลังหาทางแก้ไขปัญหานี้กันอยู่ ปัญหาหนี้ครูจึงเป็นปัญหาที่หมักหมมสืบเนื่องมาจากรัฐบาลก่อน ๆ

จึงขอเรียนถามว่า 1.คุณภาพการศึกษาระดับมัธยมปลายของไทยตกต่ำ มีสาเหตุจากครูเป็นหนี้ ทำให้ไม่มีสมาธิ สติปัญญา ไม่มีกำลังใจทุ่มเทสอนวิชาความรู้ให้นักเรียนอย่างเต็มที่หรือไม่ ประการใด

2.ผลการประเมินตัวชี้วัดคุณภาพการศึกษา ที่หนังสือพิมพ์และหน่วยงานระดับนานาชาติ เช่น ธนาคารโลก นำมากล่าวถึงในวาระต่าง ๆ ว่า คุณภาพการศึกษาไทยตกต่ำนั้น เป็นตัวชี้วัดคุณภาพการศึกษาของนานาชาติที่กระทรวงศึกษาธิการไม่ได้ให้ความสำคัญหรือไม่ ประการใด

3.กระทรวงศึกษาธิการมีแนวนโยบายและยุทธศาสตร์ให้นานาชาติเข้าใจคุณภาพการศึกษาของไทยที่ถูกต้องหรือไม่ ประการใด

http://www.isranews.org/isranews-news/item/43550-snch.html



KROOPAD

ตอบกระทู้เมื่อ
26 ธ.ค. 2558
  ความคิดเห็นที่ 19
      วันที่ 25 ธ.ค.เวลา 20.15 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)พุ่งเป้าพัฒนาภาษาอังกฤษคนในชาติ ต้อนรับประชาคมอาเซียน มุ่งเน้น 4 กล่มเป้าหมาย "นักเรียน - ครู - ผู้บริหาร - คนทำงาน" สั่งตั้งศูนย์อาเซียนศึกษา 447 แห่งทั่วประเทศ พัฒนาคุณภาพการศึกษาระดับมัธยมสู่ความเป็นนานาชาติ หวังไทยให้เป็นศูนย์กลางการศึกษาในภูมิภาค ทั้งนี้ได้กล่าวในรายการ "คืนความสุขให้คนในชาติ" ช่วงหนึ่งว่า
     รัฐบาลได้ตั้งเป้าที่จะพัฒนาในเรื่องของทักษะภาษาอังกฤษในระยะแรกให้กับนักเรียน ครู ผู้บริหาร ประชาชนทั่วไป และให้มีสถานศึกษาที่จัดการเรียนการสอน พูดเป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด หรือบางห้อง บางชั้น หรือการเรียนการสอน 2 ภาษา ทั้งหมดเป็นไปด้วยความสมัครใจของเด็ก และตั้งศูนย์ส่งเสริมความเข้มแข็งในการจัดการเรียนการสอนภาษาอังกฤษด้วย ให้กับผู้เรียน ทั้งระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษา ในระดับเขตพื้นที่และภูมิภาคทั่วประเทศ รวมทั้งโครงการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม และบรรจุเนื้อหาในโครงการลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ เป็นต้น สำหรับภาษาประเทศเพื่อนบ้านอื่นๆ เช่น จีน ญี่ปุ่น หรือภาษาอาเซียนอื่นๆ ด้วย จะเร่งดำเนินการควบคู่กันไปให้สอดคล้องกับความจำเป็น และความต้องการนะครับ อันนี้ขอความร่วมมือภาคธุรกิจ เอกชน สถานประกอบการช่วยด้วย เพื่อประโยชน์ของประชาชน ประโยชน์ของแรงงาน สถานประกอบการ ธุรกิจ ที่มีหลายประเทศ ที่มีการใช้ภาษาแตกต่างกันเข้ามาลงทุน ในด้านการพัฒนา และยกระดับภาษาอังกฤษแก่กำลังพลอาชีวะ เราจะมุ่งเน้นกลุ่มเป้าหมาย 4 กลุ่มนะครับ
      
       กลุ่มแรกนักเรียนนักศึกษา โดยมีการพัฒนาหลักสูตรอิงลิชโปรแกรม และมินิอิงลิชโปรแกรมในสถานศึกษา 147 แห่ง เป็นภาษาอังกฤษใช้ในการทำงานศัพท์ทางเทคนิควิชาชีพ ในการปฏิบัติงานจริง เพื่อให้กำลังคนสามารถสื่อสาร รับฟังคำสั่ง ตลอดจนสามารถถ่ายทอดได้
      
       2.คือครูพัฒนาทั้งครูที่สอนภาษาอังกฤษให้มีความเป็นเลิศด้านทักษะภาษาอังกฤษโดยตรง และพัฒนาครูผู้สอนวิชาชีพให้สามารถสื่อสารและถ่ายทอดได้
      
       3.คือผู้บริหารนั้น มีการจัดทำโครงการอบรมหลักสูตรภาษาอังกฤษเร่งรัดพิเศษ โดยสามารถลงทะเบียนเรียนผ่านสมาร์ทโฟนได้
      
       4.กำลังคนในสถานประกอบการ โดยร่วมมือกับสถานประกอบการ สมาคม และชมรมภาคอาชีพ นำร่องพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษแก่พนักงานที่กำลังจะเลื่อนเข้าสู่ตำแหน่งหัวหน้างานในอนาคตด้วยครับ ข้อสำคัญจะให้เร็วคือว่า ฟังให้รู้เรื่องให้มากที่สุดก่อน พูดโดยไม่ต้องกลัวใคร ค่อยๆ พัฒนาไปนะครับ ผู้ฟังชาวต่างประเทศพยายามที่จะเข้าใจเราอยู่แล้ว จะผิดจะถูกดีกว่าไม่แสดงออกไม่กล้า เราจะได้แสดงให้เห็นถึงการเป็นเจ้าภาพที่ดี เจ้าบ้านที่ดี ในการที่เราจะเป็นฮับการท่องเที่ยว และการเป็นหัวหน้างานในสถานประกอบการ เพื่อเป็นการยกระดับรายได้แต่ละวิชาชีพ มีการรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากโรงงานจากต่างประเทศได้โดยตรง


unknown

ตอบกระทู้เมื่อ
28 ธ.ค. 2558
  ความคิดเห็นที่ 20



ครูพันธุ์แท้

ตอบกระทู้เมื่อ
15 ม.ค. 2559
  ความคิดเห็นที่ 21
หลักสูตรใหม่ส่ออัดฉีดภาษาอังกฤษ

ศธ.เร่งปรับหลักสูตร เน้นศึกษาปัญหาเก่า อุดจุดอ่อนภาษาอังกฤษ ดาว์พงษ์เผยอาจสร้างแรงจูงใจเด็กไทยให้เด็กสนใจฟุดฟิดภาษาอังกฤษมากยิ่งขึ้น ขณะที่ระดับประถม 1-3 อาจลดสาระวิชาจาก 8 กลุ่ม เหลือ 5 กลุ่ม ม.6 เชื่อมต่อภาคอุดมฯ

พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวภายหลังการประชุมคณะกรรมการพัฒนาหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน ว่า ตนได้มอบให้ที่ประชุมรับทราบถึงนโยบายการปรับหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่จะต้องนำหลักสูตรแบบเดิมมาพิจารณาว่ามีปัญหาอะไรบ้าง เช่น เด็กเรียนมากเกินไป หรือเรียนแล้วสามารถไปแข่งขันกับคนอื่นๆ ได้หรือไม่ การเรียนการสอนวิชาภาษาอังกฤษมีความเข้มข้นมากน้อยแค่ไหน เป็นต้น โดยตนอยากให้หลักสูตรใหม่เน้นสร้างแรงจูงใจให้แก่เด็กหันมาสนใจเรียนภาษาอังกฤษ เพราะที่ผ่านมาเด็กไม่ค่อยเห็นความสำคัญในการเรียนวิชานี้ เนื่องจากการประกอบอาชีพส่วนใหญ่ยังไม่จำเป็นต้องใช้ภาษาอังกฤษเท่าที่ควร ทั้งนี้ การจัดทำหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานใหม่จะต้องสอดคล้องกับความต้องการทั้งระบบ โดยเฉพาะการผลิตเด็กให้ตรงกับความต้องการของประเทศ การพัฒนาครู การจัดแผนการเรียนการสอน ตลอดจนความรู้รอบตัวของโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว รวมถึงการประเมินผลทางการศึกษาทั้งภายในและภายนอกด้วย ซึ่งตนวางกรอบเวลาของการจัดทำหลักสูตรใหม่นี้จะต้องแล้วเสร็จ และเริ่มทดลองใช้ในภาคเรียนที่ 2/2559 เพื่อดูว่ามีอุปสรรคใดบ้างที่จะต้องปรับแก้ไข

พล.อ.ดาว์พงษ์กล่าวต่อไปว่า สำหรับการปรับหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานจะต้องประสานการทำงานร่วมกับภาคอุดมศึกษาด้วย เพื่อรองรับนักเรียนที่จะจบการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ที่จะต้องเข้าศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัย เนื่องจากไม่อยากให้ใครมาต่อว่าระบบส่งต่อเด็กตั้งแต่ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานไม่มีคุณภาพ จนทำให้เด็กไม่สามารถเข้าเรียนต่อสาขาวิชาอื่นๆ ในระดับอุดมศึกษาได้

"ในการปรับหลักสูตรครั้งนี้มีแนวโน้มอาจจะปรับลดกลุ่มสาระการเรียนรู้ที่มีอยู่ 8 กลุ่ม เหลืออยู่ 5 กลุ่มสาระการเรียน เพราะไม่อยากให้เด็กเรียนอัดแน่นจนเกินไป แต่ก็ยังไม่ใช่ข้อสรุปทั้งหมด เนื่องจากต้องมีการพิจารณาจากคณะอนุกรรมการปรับปรุงหลักการศึกษาขั้นพื้นฐานอีกหลายชุด ซึ่งการปรับหลักสูตรยังไม่ถึงเวลาที่จะต้องปรับโครงสร้างเวลาเรียน แต่เมื่อหลักสูตรใหม่เสร็จสิ้นก็อาจจะปรับลดเวลาเรียนลงในบางช่วงชั้น เช่น ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-3 อาจจะใช้เวลาเรียนวิชาการในห้องเรียนน้อยลงกว่าเดิม เพื่อมาเพิ่มกิจกรรมลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ ให้มากขึ้น" รมว.ศธ.กล่าว.

http://www.thaipost.net/


บัวบก

ตอบกระทู้เมื่อ
16 ม.ค. 2559
  ความคิดเห็นที่ 22
   
สวนสุนันทาหนุนภาษาอังกฤษรับอาเซียน

ดร.กวิน วงศ์ลีดี ผู้อำนวยการสถาบันสร้างสรรค์และส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต(สสสร.) มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา เปิดเผยว่า ภายหลังเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน เป็นผลให้แรงงานใน 7 วิชาชีพสามารถทำงานในกลุ่มประเทศอาเซียนได้อย่างเสรี นโยบายของอธิการบดี รศ.ดร.ฤาเดช เกิดวิชัย จึงมุ่งมั่นพัฒนาปรับปรุงคุณภาพภาษาอังกฤษของนักศึกษาให้ใช้งานได้จริงในตลาดแรงงานอาเซียน โดยนักศึกษาตั้งแต่ชั้นปีที่ 1 จะต้องสอบวัดผลที่เรียกว่า SSRU ENGLISH PLACEMENT TEST ซึ่งใช้เกณฑ์ของ CEFR Level ซึ่งจะแบ่งกลุ่มตามความสามารถและจะมีการอบรมพัฒนาความสามารถด้วย

โดยการสอบวัดผลและการอบรมครั้งนี้ใช้แนวการฝึกอบรมที่เป็นมาตรฐานสากล และทางมหาวิทยาลัยพร้อมให้การสนับสนุนทางด้านค่าใช้จ่ายบางส่วน อีกทั้งมีผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาอังกฤษทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติเข้ามาช่วยเหลือพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษให้นักศึกษา ให้เห็นว่าการเรียนภาษาอังกฤษไม่ได้ยาก แต่เน้นที่ความเข้าใจ ความสนุกสนาน และการใช้ภาษาสื่อสารอย่างเป็นธรรมชาติ นอกจากนี้ยังมีโปรแกรมภาษาอังกฤษที่สามารถเรียนรู้ได้ที่บ้านและผ่านโทรศัพท์มือถือหรือแท็บเลต ถือเป็นตัวช่วยให้นักศึกษาได้พัฒนาทักษะภาษาอังกฤษได้ด้วยตัวเอง

http://www.naewna.com/local/197631



ADMIN

ตอบกระทู้เมื่อ
27 ม.ค. 2559
  ความคิดเห็นที่ 23
   พ.อ.อธิสิทธิ์ ไชยนุวัติ ผู้ช่วยโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)ในส่วนข้อสั่งการของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)ว่า ในที่ประชุมมีการฉายวีดีทัศน์ของกระทรวงศึกษาธิการ เปิดตัวโครงการ” I speak english เพื่อชีวิตที่ Better “ซึ่งเป็นโครงการตามนโยบายประชารัฐ ที่เป็นการร่วมมือกันระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน เชิญชวนให้ประชาชนหันมาสนใจการพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษ โดยจะมีดารา นักแสดง นักกีฬา นักธุรกิจ และบุคคคลที่มีชื่อเสียงในสังคมมากมาย ร่วมถ่ายทำวีดีทัศน์ดังกล่าว ทั้งนี้ วัตถุประสงค์หลักคือ การสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นใหม่ ที่จะพัฒนาทักษะตัวเองในการใช้ภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวัน อีกทั้งเป็นการพัฒนาคุณภาพชีวิตในการเรียนรู้ การท่องเที่ยว ธุรกิจ และสร้างแรงจูงใจที่จะต่อยอดต่อไป

     ทั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์ สั่งการให้กระทรวงศึกษาธิการเป็นผู้ดำเนินการจัดทำเป็นรูปแบบแอพพิเคชั่นโดยเร่งด่วน เพื่อให้มีระบบที่เข้าใจง่าย มีการทดสอบการฝึกพูดด้วยตัวเอง เพื่อสร้างความมั่นใจและใช้ภาษาอังกฤษได้อย่างถูกต้อง โดยกำหนดกลุ่มเป้าหมายเร่งด่วน คือกลุ่มประชาชนทั่วไป ข้าราชการที่ต้องมีการติดต่อสื่อสนทนากับนักท่องเที่ยว รวมไปถึงนักเรียน นักศึกษาที่ต้องการพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษ ตลอดจนกลุ่มประชาชนผู้ใช้แรงงาน ที่จะสามารถปรับตัวเองให้เป็นหัวหน้างานได้ ทั้งนี้กระทรวงศึกษาธิการ ยังมีการจัดฝึกอบรมครูระบบเร่งรัด ระยะเวลา 6 สัปดาห์ จัดศูนย์ทดสอบทักษะภาษาอังกฤษ และปรับหลักสูตรภาษาอังกฤษทั่วประเทศ โดยเป็นไปตามนโยบายรัฐบาลในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างความเข้มแข็งทางด้านการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยว

     นอกจากนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพบุคคล หรือเยาวชนที่ด้อยโอกาส เด็กกำพร้า หรือคนพิการ ให้สามารถเติบโตขึ้นมาเป็นบุคลากรทีมีคุณค่าของประเทศ โดยสั่งการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ดำเนินการวางแผนอย่างครบระบบเพื่อดำเนินการดูแลบุคคลเหล่านี้ได้.


สมัครสมาชิกเพื่อใช้งานเว็บบอร์ด คลิกที่นี่ /  เข้าสู่ระบบ


Copyright © 2012 Neric-Club.Com All Rights Reserved