Neric-Club.Com
  สารบัญเว็บไซต์
  ทรัพยากรคลับ
  พิพิธภัณฑ์หุ่นกระดาษ
  เปิดประตูสู่อาเซียน@
  พันธกิจขยายผล
  ชุมชนคนสร้างสื่อ
  ห้องภาพ/ห้องเพลง
  คลีนิคสุขภาพ
  บริหารจิต
  ห้องข่าว
   นิตยสารออนไลน์
  วรรณกรรมเพื่อเยาวชน
  ลมหายใจของใบไม้
  เรื่องสั้นปันเหงา
  อังกฤษท่องเที่ยว
  อนุรักษ์ไทย
  ศิลปวัฒนธรรมไทย
  ต้นไม้ใบหญ้า
  สายลม แสงแดด
  เตือนภัย
  ห้องทดลอง
   มุมเบ็ดเตล็ด
  เพลงหวานวันวาน
  คอมพิวเตอร์
  ความงาม
  รักคนรักโลก
  วิถีพอเพียง
  สัตว์เลี้ยง
  ถนนดนตรี
  ตามใจไปค้นฝัน
Click!!!!!

Share your work and start earning  

 
 

'องค์ความรู้ในโลกนี้มีมากมาย
เหมือนใบไม้ในป่าใหญ่
มนุษย์เราเรียนรู้ได้
แค่ใบไม้หนึ่งกำมือของตนเอง
ผู้ใดเผยแผ่ความรู้
อันเป็นวิทยาทานแก่ผู้อื่น
นั่นคือกุศลอันใหญ่ยิ่ง'
 
องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า

สถิติผู้เยี่ยมชมเวปไซต์
9950358  

พันธกิจขยายผล

ความคิดเห็นเบื้องต้นเกี่ยวกับธรรมชาติของมนุษย์
( Maslow’s Basic Assumptions Concerning Human Nature)
 
จิตวิทยามานุษยนิยมแตกต่างอย่างมากกับทฤษฎีจิตวิเคราะห์ และทฤษฎีพฤติกรรมนิยมในเรื่องความคิดเห็นเบื้องต้นของธรรมชาติมนุษย์ และถ้าจะวิเคราะห์อย่างตรงไปตรงมาแล้ว จะเห็นได้ว่าจิตวิทยามานุษยนิยมสร้างขึ้นมาเพื่อคัดค้านอย่างรุนแรงกับทฤษฎีจิตวิเคราะห์และทฤษฎีพฤติกรรมนิยมในความคิดเห็นเกี่ยวมนุษย์ ความแตกต่างอย่างยิ่งก็คือเรื่อง “แรง” (force) เพราะทฤษฎีมานุษยนิยมจะแตกต่างอย่างเด่นชัดกับทฤษฎีของ Freud และ Skinner

ธรรมชาติของมนุษย์ตามทฤษฎีของ Maslow มี 7 ประการดังนี้
1. ความเป็นอิสระ – การถูกกำหนดมาแล้ว ( Freedom – Determine )
2. ความเป็นเหตุผล – ความไม่มีเหตุผล ( Rationality – Irrationality )
3. การรวมเข้าเป็นส่วนรวม – ประกอบด้วยส่วนย่อย ( Holism – Elementalism )
4. สิ่งที่ติดตัวมาแต่กำเนิด – สิ่งแวดล้อม ( Constitutionalism – Environmentalism )
5. ความสามารถที่จะเปลี่ยนแปลง–ความไม่สามารถที่จะเปลี่ยนแปลง ( Changeability – Unchangeability )
6. ความรู้สึกส่วนตัว – ความรู้สึกเป็นกลาง ( Subjectivity – Objectivity )
7. การกระทำ – การตอบสนอง ( Proactivity – Reactivity )

ดังจะอธิบายโดยละเอียดเป็นข้อๆ คือ

1. ความเป็นอิสระ – การถูกกำหนดมาแล้ว ( Freedom – Determine )
กลุ่มอัตถิภาวะนิยม Eexistentialists ยังไม่แน่ใจในการยอมรับความคิดเกี่ยวกับความเป็นอิสระของมนุษย์ แต่แนวคิดจิตวิทยากลุ่มมนุษยนิยมเชื่อว่า มนุษย์สามารถที่จะเลือกวิถีทางของตน และ มนุษย์มีรากฐานของความเป็นอิสระและรับผิดชอบพฤติกรรมของเขาเอง ซึ่งความเป็นอิสระนี้ จะปรากฎชัดเจนในสิ่งที่บุคคลเลือกกระทำพฤติกรรมนั้นๆ เพื่อที่จะทำให้เกิดความพึงพอใจในความต้องการของตน เช่น บุคคลจะเลือกสิ่งใดหรือเลือกอย่างไรที่จะทำให้เขาเกิดความพึงพอใจ และสิ่งสำคัญก็คือบุคคลมีอิสระในการแสวงหาเพื่อมุ่งไปสู่การเข้าใจตนเองอย่างแท้จริง และการที่บุคคลจะเลือกอะไรนั้นคือศักยภาพของตัวเขา และเขาจะพัฒนาศักยภาพนั้นได้อย่างไรก็ตัวเขาเองนั่นแหละที่เป็นตัวกำหนด ในทฤษฎีของ Maslow เชื่อว่าบุคคลที่อายุมากจะไปถึงขั้นของความต้องการก่อนผู้ที่มีอายุอ่อนกว่าและเมื่อมีอายุเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ความมีอิสระก็จะเพิ่มมากขึ้นด้วย เช่น ในช่วงวัยทารกบุคคลจะยังไม่มีอิสระอย่างแท้จริงเพราะในวัยนี้บุคคลยังถูกควบคุมด้วยความต้องการต่างๆ จากสภาพร่างกาย บุคคลยังไม่สามารถเลือกที่จะรับประทานอาหารเอง เลือกที่จะนอนหลับหรือการขับถ่าย แต่อย่างไรก็ตามศักยภาพของบุคคลได้มีอยู่โดยธรรมชาติ ในขณะที่บุคคลมีวุฒิภาวะเพิ่มขึ้นบุคคลก็จะเคลื่อนไปสู่ความต้องการตามลำดับขึ้น และมีความเจริญเติบโตที่แตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล โดยบุคคลจะมีอิสระที่จะสร้างสรรค์ตนเองและสร้างตนเองให้เป็นไปตามทิศทางที่ตนเองต้องการ ตลอดระยะเวลาของการเคลื่อนไปตามลำดับความต้องการของแต่ละบุคคลก็มีศักยภาพที่จะนำตัวเองไปตามวิถีทางของตน นั่นก็คือความมีอิสระที่จะชี้นำตนเองนั่นเอง

2. ความเป็นเหตุผล – ความไม่มีเหตุผล (Rationality – Irrationality)
การพิจารณาว่ามนุษยมีเหตุผลหรือไม่ตามความคิดของ Maslow นั้น สิ่งที่ควรพิจารณาก่อนก็คือความคิดของ Maslow ที่มีต่อการวิจัยสัตว์ Maslow กล่าวว่าการวิจัยสัตว์ไม่มีเหตุผลพอเพียงที่จะนำมาอ้างอิงกับจิตวิทยามนุษย์ เหตุผลสำคัญอย่างหนึ่งในการปฏิเสธเรื่องนี้คือสัตว์เป็นสิ่งมีชีวิตขั้นต่ำซึ่งไม่สามารถจำประสบการณ์ในอดีตได้ สัตว์คิดได้เฉพาะเรื่องที่เป็นสิ่งแวดล้อมปัจจุบันและสำหรับเรื่องอนาคตแล้วสัตว์ไม่สามารถที่จะคิดได้เลย ดังนั้นทฤษฎีของ Maslow จึงยึดถือความมีเหตุผลของมนุษย์เป็นศูนย์กลางซึ่งถือว่ามนุษย์นั้นเป็นผู้ที่รู้จักเหตุผล มีสติ และรู้สำนึกในพฤติกรรมของตน

อย่างไรก็ตาม Maslow ยอมรับว่ามีพฤติกรรมบางอย่างที่แสดงถึงความไม่มีเหตุผลของมนุษย์ เช่น ขณะที่บุคคลมีความคิดขัดแย้งระหว่างความต้องการ หรืออยู่ในภาวะที่ถูกบังคับ เป็นต้น ในสภาพการณ์เช่นนี้พฤติกรรมของบุคคลจะไม่คงเส้นคงวาและบางครั้งจะเป็นพฤติกรรมที่เกิดจากกระบวนการของจิตไร้สำนึก (unconscious) Maslow เชื่อว่า การกระทำหรือพฤติกรรมส่วนใหญ่ของมนุษย์ถูกควบคุมโดยพลังที่มีเหตุมีผลและรู้สำนึก Maslow พิจารณาว่าบุคคลจะรู้สึกหรือสำนึกในตนเองและความรู้สึกหรือรู้สำนึกดังกล่าวนี้จะแสดงออกโดยประสบการณ์ทางความคิดของเขาซึ่งนับว่าเป็นข้อมูลที่เที่ยงตรงสำหรับการศึกษามนุษย์โดยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ กระบวนการของความไม่มีเหตุผลหรือความไม่รู้ตัวนั้นไม่ได้ควบคุมชีวิตความเป็นอยู่ของมนุษย์ Maslow ได้เสนอภาพของมนุษย์ใหม่ว่ามนุษย์นั้นเป็นผู้มีเหตุผล มีความรู้สึกตัว มีการรับรู้ในตนเอง ซึ่งสิ่งต่างๆ ดังกล่าวนี้ช่วยให้มนุษย์ตัดสินใจและค้นหาศักยภาพของตนเอง

3. การรวมเข้าเป็นส่วนรวม – ประกอบด้วยส่วนย่อย (Holism – Elementalism)
Maslow กล่าวว่ามนุษย์นั้นรวมเข้าไปเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันทั้งร่างกาย และจิตใจหรือมนุษย์จะบูรณาการเข้าเป็นส่วนรวม Maslow ได้ยกตัวอย่างที่แสดงถึงความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของบุคคลดังนี้ ถ้า John Smith หิว “นั่นก็คือ John Smith ต้องการอาหาร ไม่ใช่ท้องของ John Smith ที่ต้องการอาหาร” (Maslow 1980 p. 19 - 20) ในเรื่องอื่นๆ ก็เช่นเดียวกัน คือ John Smith ต้องการความปลอดภัย John Smith ต้องการได้รับความนับถือยกย่อง และ John Smith ต้องการที่จะเข้าใจตนเองอย่างแท้จริง เป็นต้น จะเห็นได้ว่า Maslow รวมทุกๆ ด้านของบุคลิกภาพเข้ามาเป็นส่วนรวม และการศึกษาบุคคลโดยส่วนรวมทั้งหมดเท่านั้นจึงจะมีความเที่ยงตรงต้องการให้ข้อมูลทางจิตวิทยา บุคคลไม่ได้แบ่งออกเป็นส่วนย่อยๆ ดังนั้นการเลือกศึกษาเพียงส่วนหนึ่งส่วนใดของบุคคลย่อมก่อให้เกิดความผิดพลาดได้

4. สิ่งที่ติดตัวมาแต่กำเนิด – สิ่งแวดล้อม (Constitutionalism – Environmentalism)
กลุ่มอิตถิภาวนิยม (existentialist) เน้นถึงความเป็นอิสระที่บุคคลแสดงออก ทฤษฎีของ Maslow ก็ยอมรับในธรรมชาตินี้ของมนุษย์แต่สิ่งที่ควรพิจารณาคือ ถ้าบุคคลมีอิสระอย่างเต็มที่ที่จะปรุงแต่งตัวเอง และสร้างสรรค์แนวโน้มการกำหนดตัวเองได้ซึ่งถ้าเป็นเช่นนี้แล้วไม่ว่าสิ่งที่ติดตัวมาแต่กำเนิดหรือสิ่งแวดล้อมก็จะไม่มีบทบาทสำคัญในการสร้างลักษณะพฤติกรรมของมนุษย์ ดังนั้นถึงแม้ว่า Maslow จะยอมรับในความเป็นอิสระของมนุษย์ดังกล่าวมาแล้วข้างต้น เขาก็ยังคำนึงถึงอิทธิพลของสิ่งที่ติดตัวมาแต่กำเนิดและสิ่งแวดล้อมว่าได้เข้ามามีบทบาทในการปรุงแต่งพฤติกรรมมนุษย์ระหว่างสิ่งที่ติดตัวมาแต่กำเนิดกับสิ่งแวดล้อม Maslow มีความโน้มเอียงที่จะให้สิ่งที่ติดตัวมาแต่กำเนิดมีความสำคัญกว่าเล็กน้อย เช่น ความต้องการทางด้านร่างกาย เห็นได้ชัดว่าเป็นสิ่งที่ติดตัวมาแต่กำเนิด และความต้องการทางร่างกายเป็นพื้นฐานของลำดับขั้นความต้องการของแรงจูงใจของมนุษย์ และที่สำคัญกว่านี้คือ Maslow ถือว่าแรงจูงใจระดับสูง (B motive) และความต้องการเข้าใจตนเองอย่างแท้จริง (self-actualization) เป็นสิ่งที่ติดตัวมาแต่กำเนิด โดย Maslow อาจใช้ชื่อต่างๆ ต่อไปนี้ เช่น “พลังที่ติดตัวมาแต่กำเนิด” (inborn urge) “สัญชาตญาณ” (instinct) และ “สันดานมนุษย์” (inherent in human) และ Maslow ยังพิจารณาลึกซึ่งไปกว่านี้ว่าแรงขับที่มุ่งไปสู่การเข้าใจศักยภาพของตนเป็นสันดานของมนุษย์มากกว่าจะเป็นสิ่งที่มนุษยได้เรียนรู้ หรือเป็นแรงขับที่ติดตัวมาแต่กำเนิดนั่นเอง

ในความสำคัญของสิ่งแวดล้อม Maslow ยอมรับว่าอิทธิพลของสิ่งแวดล้อมจะมีต่อบุคคลในระยะเริ่มแรกของชีวิตและมีผลต่อพัฒนาการของบุคลิกภาพ แต่ดูเหมือนว่า Maslow จะให้ความสำคัญดังกล่าวนี้ในด้านที่ทำให้เกิดความเสียหายในด้านที่ทำลายพลังซึ่งทำให้เกิดความกระทบกระเทือนทางอารมณ์ในระยะต่อมามากกว่าจะให้ความสำคัญในด้านการสนับสนุนส่งเสริมพัฒนาการ อาจกล่าวโดยสรุปได้ว่าระหว่างสิ่งที่ติดตัวมาแต่กำเนิดกับสิ่งแวดล้อม Maslow ให้ความสำคัญของสิ่งที่ติดตัวมาแต่กำเนิดว่ามีอิทธิพลต่อพฤติกรรมบ้างแต่ก็ไม่สำคัญมากนักทั้งนี้ เพราะว่าสิ่งที่เขาให้ความสำคัญก็คือเรื่องของความมีอิสระ ( freedom )

5. ความสามารถที่จะเปลี่ยนแปลง– ความไม่สามารถที่จะเปลี่ยนแปลง (Changeability – Unchangeability)
การจะเข้าใจความคิดของ Maslow ในเรื่องที่ว่าบุคคลมีความสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงหรือไม่ เราจำเป็นจะต้องเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างความสามารถที่จะเปลี่ยแปลงหรือไม่ เราจำเป็นจะต้องเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างความมีอิสระและแรงจูงใจระดับสูงในแนวคิดของทฤษฎีมานุษยนิยมตามที่กล่าวมาแล้วเสียก่อน Maslow เชื่อว่าบุคคลมีอิสระอย่างใหญ่หลวงที่จะกำหนดจุดมุ่งหมายของตนเอง ส่วนแรงจูงใจระดับสูงซึ่งถือว่าเป็นศูนย์กลางในทฤษฎีนี้เชื่อว่าบุคคลแสวงหาวิถีทางเพื่อความก้าวหน้าของตนตลอดเวลาและเพื่อการเข้าใจตนเองอย่างแท้จริงอันเป็นจุดยอดของปิรามิดลำดับขั้นของควมต้องการ ความเป็นอิสระและแรงจูงใจระดับสูงจะเข้ามาปฏิสัมพันธ์กันและปรากฎในบุคลิกภาพ คือขณะที่บุคคลมีความต้องการต่อเนื่องไปตามลำดับขั้นของความต้องการเขาก็มีอิสระที่จะคิดและเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อให้ความต้องการในแต่ละขั้นของเขาได้รับการตอบสนอง บุคคลจึงมีความสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับวิถีทางของการมีชีวิตของตนเอง

6. ความรู้สึกส่วนตัว – ความรู้สึกเป็นกลาง (Subjectivity – Objectivity)
Maslow มีความเชื่อในเรื่องความรู้สึกส่วนตัวว่ามีความสำคัญอย่างยิ่ง เขาเห็นว่าประสบการณ์หรือความรู้สึกส่วนตัวของบุคคลเป็นข้อมูลที่สำคัญทางจิตศาสตร์ (Psychological science) เขากล่าวว่าเราจะไม่สามารถเข้าใจมนุษย์ได้ ถ้าปราศจากการอ้างอิงถึงโลกส่วนตัวของเขา (private world) สำหรับจิตศาสตร์แล้วประสบการณ์หรือความรู้สึกส่วนตัวมีความสำคัญมากกว่าพฤติกรรมที่ได้จากการสังเกต ในขณะที่ Maslow ได้แสดงลำดับขั้นของความต้องการว่าเป็นเรื่องปกติวิสัยของมนุษย์ เขาก็ยอมรับว่าความต้องการเหล่านี้จะมีลักษณะเฉพาะในแต่ละคนจะแสดงออกในวิถีทางที่เป็นเอกลักษณ์ของตน ตัวอย่าง เช่น Ann และ Betty ทั้ง 2 คนต่างก็มีความต้องการที่จะได้รับการยกย่อง แต่ทั้ง 2 คนนี้ต่างก็มีประสบการณ์ส่วนตัวและพยายามที่จะทำให้เกิดความพึงพอใจในความต้องการนี้แตกต่างกัน เช่น Ann อาจจะแสดงตัวว่าเป็นแม่ที่ดีของลูกเพื่อให้คนอื่นยอมรับเธอในด้านของความเป็นแม่ แต่ Betty อาจจะได้รับความพึงพอใจที่จะได้รับการยกย่องจากการประสบความสำเร็จในการประกอบอาชีพ ดังนั้นการจะเข้าใจบุคลิกภาพของบุคคลจึงมีความจำเป็นที่จะต้องเข้าใจความรู้สึกนึกคิดภายในจิตใจของเขาซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญที่จะนำมาวิเคราะห์พฤติกรรม

7. การกระทำ – การตอบสนอง (Proactivity – Reactivity)
นักจิตวิทยาในกลุ่ม Maslowian ไม่เชื่อว่าพฤติกรรมของมนุษย์เกิดจากปฏิกิริยาตอบสนองต่อสิ่งเร้าภายนอก แต่เขาเชื่อว่ามนุษย์จะเป็นผู้กระทำ (act) มากกว่าที่จะเป็นฝ่ายโต้ตอบ (react) ตัวอย่าง เช่น การที่บุคคลพยายามจะสนองความพึงพอใจในความต้องการต่างๆ เขาก็จะแสดงพฤติกรรมออกมาเอง หรือความต้องการที่จะเข้าใจตนเองอย่างแท้จริงก็ไม่ได้เกิดจากสิ่งเร้าภายนอกอย่างหนึ่งอย่างใดมากระตุ้น มนุษย์จึงมีธรรมชาติที่จะแสดงพฤติกรรมมากกว่าจะเป็นฝ่ายโต้ตอบ
 


หน้าที่ :: 50   51   52   53   54   55   56   57   58   59   60  


Copyright © 2012 Neric-Club.Com All Rights Reserved