Neric-Club.Com
  สารบัญเว็บไซต์
  ทรัพยากรคลับ
  พิพิธภัณฑ์หุ่นกระดาษ
  เปิดประตูสู่อาเซียน@
  พันธกิจขยายผล
  ชุมชนคนสร้างสื่อ
  ห้องภาพ/ห้องเพลง
  คลีนิคสุขภาพ
  บริหารจิต
  ห้องข่าว
   นิตยสารออนไลน์
  วรรณกรรมเพื่อเยาวชน
  ลมหายใจของใบไม้
  เรื่องสั้นปันเหงา
  อังกฤษท่องเที่ยว
  อนุรักษ์ไทย
  ศิลปวัฒนธรรมไทย
  ต้นไม้ใบหญ้า
  สายลม แสงแดด
  เตือนภัย
  ห้องทดลอง
   มุมเบ็ดเตล็ด
  เพลงหวานวันวาน
  คอมพิวเตอร์
  ความงาม
  รักคนรักโลก
  วิถีพอเพียง
  สัตว์เลี้ยง
  ถนนดนตรี
  ตามใจไปค้นฝัน
Click!!!!!

Share your work and start earning  

 
 

'องค์ความรู้ในโลกนี้มีมากมาย
เหมือนใบไม้ในป่าใหญ่
มนุษย์เราเรียนรู้ได้
แค่ใบไม้หนึ่งกำมือของตนเอง
ผู้ใดเผยแผ่ความรู้
อันเป็นวิทยาทานแก่ผู้อื่น
นั่นคือกุศลอันใหญ่ยิ่ง'
 
องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า

สถิติผู้เยี่ยมชมเวปไซต์
9950454  

วิถีพอเพียง

ลงทุนไม้กฤษณา...ควรศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจ

ราคา อันสูงลิ่วของน้ำมันกฤษณา ก่อให้เกิดบริษัทลงทุนปลูกไม้กฤษณาเกิดขึ้นอย่างมากมาย ทั้งการระดมทุน ขายกล้าพันธุ์ นำเสนอผลตอบแทนอันน่าพอใจ ล่าสุดสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ได้ออกโรงเตือนเมื่อต้นปีที่ผ่านมาว่า ได้รับการร้องเรียนจากประชาชนจำนวนมากว่าถูกเอารัดเอาเปรียบจากกลุ่มบุคคล และบุคคลชักชวนให้มา ร่วมลงทุนในธุรกิจจัดซื้อหาไม้กฤษณา ที่สำคัญระบุว่า หากเข้าร่วมลงทุนด้วยจะได้รับเงินปันผลตอบแทนตั้งแต่ร้อยละ 20-30 ถึงเท่าตัวของเงินลงทุน

ดร.จงรัก วัชรินทร์รัตน์ รองคณบดีฝ่ายบริหาร คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เปิดเผยว่างานวิจัยของคณะพอบอกได้ว่าสามารถชักนำให้เกิดกฤษณาได้ แต่รูปแบบการปลูกไม้กฤษณาในช่วงนี้ชาวบ้านจะปลูกขายเหมาส่งโรงกลั่นได้ราคา ที่ไม่สูงมากนัก กฤษณาที่จะให้ผลผลิตจะมีอายุตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป ในตลาดขณะนี้ยังมีอยู่น้อย แต่ในข้อเท็จจริงแล้วน้ำมันกฤษณาที่ซื้อขายกันอยู่ในต่างประเทศมาจากป่า ธรรมชาติมากกว่าสวนป่า

สิ่งที่น่าห่วงคือตลาดของไม้กฤษณายังลึกลับดำมืด มีจุดรับซื้ออยู่เพียง 20 ร้าน ย่านซอยนานา มีแต่คำพูดบอกต่อ ๆ กันมาว่ามีราคาดี ไม่มีตัวเลขแสดงความต้องการตลาดชัดเจน และในอนาคตประเมินว่าเมื่อมีการปลูกจำนวนมากราคาจะดิ่งลง ซึ่งบริษัทต่าง ๆ คำนวณราคาต่อต้นจะได้กำไร 3,000-5,000 บาท ใช้เวลา 10 ปี จึงได้กฤษณา แต่เมื่อถึงเวลานั้นบวกค่าใช้จ่ายในการกลั่น ค่าแรงงาน ราคาน่าจะลดลงมาเยอะ

“มีคำแนะนำว่าเกษตรกรที่ต้องการปลูกกฤษณา ให้ปลูกแซมในพื้นที่สวนผลไม้ เพราะต้นกล้าราคาไม่แพง 3-4 บาท ดูแลไม่ยาก ต้องใช้เวลาเป็น 10 ปี แต่ไม่ใช่ว่าจะปลูกได้ทุกที่ ไม้กฤษณาเหมาะสมกับสภาพอากาศพื้นที่รอบ ๆ เขาใหญ่ ไม่เห็นด้วยที่จะลงทุนเป็นสวนป่าขนาดใหญ่”

รองคณบดีฝ่ายบริหาร คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บอกอีกว่าต้องเข้าใจการลงทุนด้านไม้กฤษณาคือการลงทุนด้านการเกษตรมีราคาขึ้น ลงได้ อย่าคาดหวังกับความร่ำรวยในอนาคต เมื่อถึงเวลาที่จะขายอาจไม่มีราคาก็ได้

ในระยะ 10 ปี ให้หลังมีการชักชวนให้ปลูกกฤษณากันจำนวนมาก แต่สถานการณ์การลักลอบตัดไม้กฤษณาจากป่าธรรมชาตินั้นยังมีอยู่แม้จะมีการ ตรวจตราอย่างเข้มงวดของเจ้าหน้าที่ป่าไม้

จากการบอกเล่าของ จรูญ ดำเที่ยงป้อม อดีตลูกจ้างศูนย์เพาะชำกรมป่าไม้ จ.ปราจีนบุรี ผู้เคยยึดอาชีพหาไม้กฤษณามากว่า 30 ปี แต่ปัจจุบันหันมาเป็นลูกจ้างในบริษัทปลูกต้นกฤษณาแทน ระบุว่าการหาไม้กฤษณาของชาวบ้านที่นี่ลดน้อยลงไปจากอดีตมีผู้หาไม้กฤษณา มากกว่า 30 คน ปัจจุบันเหลือไม่ถึง 10 คน แต่ยืนยันว่าการลักลอบหาไม้กฤษณายังมีอยู่

“เมื่อ 2 เดือนก่อนใน อ.กบินทร์บุรี มีคนหาไม้แก่นขายไปได้ 250,000 บาท เป็นไม้เกรดซูเปอร์” ผู้มีประสบการณ์หาไม้กฤษณาบอกเล่าและว่า การลักลอบของคนไทยไม่น่ากลัวเท่ากับคนชาวเขมร

ตอนนี้ข้ามเขามาทางป่าประจันตคามกันเยอะ เจ้าหน้าที่ตรวจตราไม่ทั่ว เพราะเจ้าหน้าที่ส่วนใหญ่เป็นคนนอกพื้นที่ ไม่ชำนาญเส้นทาง และการหาไม้กฤษณาของเขมรจะเก่งกว่าคนไทย จะเลือกเฉพาะไม้ที่เป็นเกรดซูเปอร์จริง ๆ คือไม้ที่มีเนื้อสีดำทั่วมีน้ำมันมากราคาตกกิโลกรัมละเป็นแสน ส่วนไม้คุณภาพรองลงมาคือ “ไม้ต้มกลั่น” ราคาเฉลี่ยกิโลกรัมละ 3,500 บาท เขมรไม่ต้องการ แต่คนไทยเก็บมาหมดเพราะมีแหล่งรับซื้อ

การหาไม้กฤษณาเป็นอีกวิธีการทำลายป่าแบบน้ำเซาะทราย ต้องใช้ มาตรการแก้ไขทั้งทางตรงและทางอ้อมควบคู่กันไป รูปแบบการปลูกป่าจัด การ เป็นอีกแนวคิดที่จะเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้กับโลกโดยมีเทคโนโลยีอันทันสมัย และระบบการผลิตที่ได้มาตรฐาน



บริษัท ทัชวู๊ด ฟอร์เรสตรี้ ได้จัดการปลูกป่าที่มีค่าทางเศรษฐกิจ เช่นมะฮอกกานี วานิลลา ไม้ จันทน์หอมในแปลงปลูกประเทศศรีลังกา และเลือกประเทศไทยปลูกไม้กฤษณา ในพื้นที่ จ.ปราจีนบุรี และในอนาคตจะมีการปลูกไผ่เพื่อส่งออก โดยใช้รูปแบบเดียวกับไม้กฤษณาด้วย

กิตติภพ จารุสิงห์ ผู้จัดการฝ่ายการตลาดบริษัททัชวู๊ด ฟอร์เรส ตรี้ กล่าวว่าบริษัทได้ลงทุนปลูกไม้กฤษณา บนเนื้อที่ 2,000 ไร่ ในเขต อ.กบินทร์บุรี โดยได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน BOI บริษัทเป็นเจ้าของที่ดินทั้งหมด และเป็นที่ดินมีโฉนด

ผู้สนใจร่วมลงทุนเริ่มต้นที่ 46 ต้น ราคา 124,000 บาท (รวมค่าบำรุง 1 ปี) ภายใน 6 ปีจะสามารถขายไม้กฤษณาได้ โดยบริษัทคำนวณผลตอบแทนออกมาให้เห็นคร่าว ๆ ว่าเมื่อครบ 6 ปีจะได้ราคาผลตอบแทนทางการตลาดที่ 460,000 บาท

ผู้จัดการฝ่ายการตลาดบริษัททัชวู๊ด ฟอร์เรสตรี้ บอกว่าการปลูกไม้กฤษณาที่ประเทศไทยเลือกใช้ชนิดพันธุ์ไม้กฤษณาที่ให้น้ำมัน ดีที่สุดในพื้นที่เขาใหญ่ วิธีการปลูกกฤษณาของที่นี่อยู่ภายใต้งานวิจัยของ ศาสตราจารย์ โรเบิร์ด เอ พลันเซตต์ และ โจเอล เจอร์เกนท์ จากมหาวิทยาลัยมินิโซตา ประเทศสหรัฐอเมริกา ผู้เชี่ยวชาญด้านการปลูกและชักนำสารในต้นกฤษณาประสบการณ์กว่า 10 ปี เข้าร่วมวิจัยการชักนำสารกฤษณาในแปลงปลูก ที่ จ.ปราจีนบุรี โดยงานวิจัยดังกล่าวได้มีการจดลิขสิทธิ์เป็นแห่งแรกในโลกเมื่อปี 2544

“ถ้าปลูกในโครงการมีน้ำมัน แน่นอน ถ้าไม่มีแสดงว่า งานวิจัยของดร.พลันเซตต์ มีปัญหา เพราะเราใช้หลักการกระตุ้นเดียวกัน ถ้าไม่มีสักร้อยละ 1 ก็ไม่ได้แปลกอะไร” ผู้ดูแลโครงการกล่าว

รูปแบบการลงทุนไม้กฤษณาในแนวนี้แตกต่างจากที่อื่น ๆ คือบริษัทจะดูแลต้นไม้ให้ ภายใต้เงื่อนไขว่าผู้ลงทุนต้องจ่ายเงินค่าดูแล 10 เปอร์เซ็นต์ของเงินลงทุนทุกปี ซึ่งการดูแลจะใช้เทคโนโลยีทันสมัยมีนักวิจัยผู้เชี่ยวชาญด้านพืชประจำ โครงการ และรับประกันเปลี่ยนต้นไม้หากตาย รวมทั้งมีประกันภัยพิบัติซึ่งขณะนี้ดำเนินการปลูกกฤษณามาแล้ว 4 ปี

ธุรกิจการปลูกป่าจัดการเป็นแนวคิดใหม่ ช่วยลดการตัดไม้ทำลายป่า ก่อให้เกิดการจ้างงาน อนุรักษ์พันธุ์ไม้มีค่าเอาไว้ ภายใต้เงื่อนไขที่ว่าคุณต้องศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจ ถ้าตราบใดเหตุผลของการลงทุนปลูกต้นไม้ไม่ได้คิดว่าจะเพิ่มพื้นที่สีเขียวบน โลก แต่ต้องการดอกผลจากเงินที่ลงทุนไปมากกว่า.



ที่มา : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์


หน้าที่ :: 2   3   4   5   6   7   8   9   10   11   12  


Copyright © 2012 Neric-Club.Com All Rights Reserved